เศรษฐีจีนเปลี่ยนมุมมองแล้ว! ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ด้วยการเปรียบเทียบ Bitcoin

เศรษฐีจีนเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แห่งสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว
การประเมินมูลค่าใหม่กำลังเกิดขึ้น
Bitcoin กลายเป็นมาตรวัดความมั่งคั่ง
นักลงทุนรายใหญ่ในจีนเริ่มนำมูลค่าตลาดของ Bitcoin มาใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบกับพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์ของตนเอง ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบตัวเลข แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการจัดสรรสินทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์ vs สินทรัพย์ดิจิทัล
ตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนเผชิญกับภาวะชะลอตัว ในขณะที่ Bitcoin กลับฟื้นตัวและทำจุดสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเปรียบต่างนี้ผลักดันให้นักลงทุนต้องคำนวณมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ทั้งหมด
การเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
การประเมินมูลค่าด้วย Bitcoin ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณของยุคที่ 'ความมั่งคั่งดิจิทัล' เริ่มมีน้ำหนักเทียบเท่า หรืออาจแซงหน้า 'ความมั่งคั่งทางกายภาพ'
บางที สุดท้ายแล้วตัวเลขในกระเป๋าเงินดิจิทัลอาจสำคัญกว่าตึกระฟ้าในพอร์ตโฟลิโอ—โดยเฉพาะเมื่อตลาดอสังหาฯ ดำเนินไปเหมือนกับแผนธุรกิจที่เขียนโดยนักวิเคราะห์ที่เชื่อใน 'คราวนี้ไม่เหมือนเดิม'
“คอนกรีต” Vs “ คริปโต”
แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้เกิดขึ้นชัดเจนในย่านอ่าวเซินเจิ้น ซึ่งถือเป็นทำเลทองที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีการแชร์ข้อมูลที่น่าตกใจว่า บ้านหรูราคา 60–66 ล้านหยวน อาจไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อมีผู้ใช้งานรายหนึ่งระบุหลังจากการเยี่ยมชมโครงการว่า มูลค่าของมันอาจดิ่งลงเหลือเพียง 30 ล้านหยวนภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า ราคาในพื้นที่ดังกล่าวได้ปรับตัวลดลงไปแล้วเกือบ 50% และมีความเสี่ยงที่จะร่วงลงต่อหากเกิดวิกฤตการเงิน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ มุมมองการลงทุนที่เปลี่ยนไป โดยมีการอ้างถึงแนวคิดของ Justin Sun ผู้ก่อตั้ง TRON ที่ระบุว่า “ตัวบ้านไม่มีมูลค่าในตัวเอง ต้องมองจากมุมมองการลงทุน” ซึ่งเมื่อนำอสังหาฯ ที่มีสภาพคล่องต่ำไปเทียบกับสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงระดับโลกอย่าง Bitcoin หรือหุ้นเทคโนโลยี ข้อสรุปที่ได้สำหรับนักลงทุนยุคใหม่นั้นเริ่ม “ชัดเจน” มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าฝ่ายใดถือไพ่เหนือกว่า
ฉันไปกับเซียวเซียเพื่อดูบ้าน,6600หมื่น。ฉันบอกเขาว่าอีกสามปีเขาจะล้มลง3000หมื่น,ฉันต้องบังคับตัวเองให้ซื้อมัน
ก่อน @justinsuntron พูดอะไรบางอย่าง:ตัวบ้านเองก็ไม่มีค่าอะไร,การซื้อบ้านจะต้องทำจากมุมมองของการลงทุน。ถ้าบ้านถูกใส่เข้าไปในกลุ่มสินทรัพย์ที่กว้างขึ้นและเปรียบเทียบ $nvda 、 $BNB 、 $BTC… https://t.co/e3mU9KwQoD pic.twitter.com/f8KAF0xn8e
ความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องราคา แต่ลามไปถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง นักลงทุนบางรายที่เพิ่งกู้ซื้อบ้านมูลค่า 60 ล้านหยวน ยอมรับถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและสถานะการตกเป็น “ทาสของบ้าน” ท่ามกลางดอกเบี้ยที่สูงและอุปทานที่ล้นตลาด
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “สภาพคล่อง” และ “การเมือง” กลายเป็นปัจจัยลบสำคัญ เพราะการครอบครองอสังหาฯ มูลค่าสูงกว่า 100 ล้านหยวนในปัจจุบัน อาจกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้านที่นำไปสู่การถูกตรวจสอบภาษีและการสอบสวนจากภาครัฐ
ในขณะที่ Bitcoin และหุ้นต่างประเทศถูกมองว่า มีความคล่องตัวสูงกว่า สามารถป้องกันความเสี่ยงและเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ง่ายกว่ามาก
อสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงถือเป็นข้อยกเว้น
ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการบริหารความมั่งคั่งของชาวจีน โดยมีการเปรียบเทียบว่า สาเหตุที่อสังหาฯ ในฮ่องกงหรือยุโรปยังคงมีความน่าสนใจนั้น ไม่ใช่เพราะผลตอบแทน แต่เป็นเพราะการซื้อ “อิสรภาพ” และสิทธิ์ในการพำนักอาศัย ซึ่งเป็นสิ่งที่บ้านหรูในจีนแผ่นดินใหญ่ให้ไม่ได้
ในขณะที่นักลงทุนรุ่นใหม่ซึ่งไม่สามารถเอื้อมถึงราคาบ้านหรูได้ เลือกที่จะหันหลังให้กับตลาดอสังหาฯ และมุ่งหน้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเสี่ยงชัดเจนกว่าแทน
สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องระดับโลก กำลังเข้ามาแทนที่อสังหาริมทรัพย์ในฐานะสินทรัพย์หลักในการรักษามูลค่าของเศรษฐีจีน และอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการยอมรับคริปโตในประเทศจีนในระยะต่อไป
ที่มา:beincrypto