เด็กต่ำกว่า 15 ถือ Bitcoin ได้ไหม? เมื่อกฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้เยาว์ถือหุ้นใหญ่
ในยุคที่การลงทุนดิจิทัลกำลังบูม คำถามสำคัญคือเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจะถือ Bitcoin ได้หรือไม่? ในเมื่อกฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้เยาว์ถือหุ้นบริษัทใหญ่ได้แล้ว
แม้ไทยจะเปิดกว้างสำหรับผู้เยาว์ในตลาดหุ้น แต่โลกคริปโตยังเป็นพื้นที่สีเทา—ทั้งที่เทคโนโลยีบล็อกเชนอาจเปลี่ยนโฉมการเงินในอนาคตที่เด็กเหล่านี้ต้องใช้ชีวิต
นักกฎหมายบางส่วนชี้ว่า 'หลักการเดียวกันน่าจะใช้ได้' แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงทำหน้าง่อับจนเมื่อถูกถามเกี่ยวกับกรณีนี้
ระหว่างที่หน่วยงานรัฐถกเถียงกัน เด็กเจน Alpha หลายคนอาจแค่ยักไหล่—แล้วใช้ decentralized exchange แบบไม่แจ้งใครให้วุ่นวาย
ผู้เยาว์ถือ Bitcoin ได้ไหม?
ทั้งนี้ แม้ว่ากฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ไทยจะระบุให้ผู้เยาว์สามารถถือหุ้นได้โดยไม่มีข้อจำกัดอายุ แต่สถานการณ์ของสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่า
ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดว่า ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่สามารถเปิดบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทยได้
ขณะเดียวกันผู้ที่มีอายุ 18-20 ปี สามารถเปิดบัญชีได้ แต่ต้องมี “ความยินยอมจากผู้ปกครอง” และผู้ปกครองต้องให้เอกสารยืนยันตัวตนด้วย ซึ่งแตกต่างจากการถือหุ้นที่ผู้เยาว์อายุเท่าไหร่ก็ถือได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยมีผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ใช้สิทธิ์
สิ่งนี้หมายความว่า ตามกฎหมายไทยแล้ว ผู้เยาว์ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์จะไม่สามารถเปิดบัญชีเพื่อถือครอง Bitcoin หรือคริปโตสกุลอื่นๆ ได้ แม้ผู้ปกครองจะให้ความยินยอมก็ตาม โดยนโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักการคุ้มครองผู้เยาว์จากความเสี่ยงสูงของตลาดคริปโต
กรณี Self-Custody: พื้นที่สีเทาที่น่าสนใจ
แม้กฎหมายจะทำการห้ามผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเปิดบัญชีกับศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาต แต่จากการค้นคว้าเบื้องต้น กฎหมายในตอนนี้ยังไม่ได้ห้ามการ “ถือครอง” คริปโตในรูปแบบ Self-Custody (การเก็บในกระเป๋าส่วนตัว) โดยตรง
นั่นเองจึงทำให้ในทางเทคนิคแล้ว ถ้าพ่อแม่โอน Bitcoin ให้ลูกอายุ 10 ปีเก็บไว้ใน Hardware Wallet ก็ไม่มีกฎหมายใดมาห้ามโดยตรง เพราะไม่ได้ผ่านตัวกลางที่ต้องทำ KYC เพื่อยืนยันตัวตน
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่พ่อแม่ซื้อทองคำมาเก็บไว้ในตู้เซฟเพื่อเก็บเป็นมรดกให้ลูกหลานในอนาคต
บทเรียนจากต่างประเทศ
ในสหรัฐอเมริกา ผู้เยาว์ไม่สามารถเปิดบัญชีคริปโตด้วยตนเองได้เช่นกัน แต่มีแพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการ “Custodial Account” ที่ผู้ปกครองเปิดและดูแลให้ลูก โดยเมื่อบรรลุนิติภาวะจึงโอนความเป็นเจ้าของให้ เช่น Coinbase มี Coinbase Custodial Account ที่ให้ผู้ปกครองสามารถซื้อคริปโตให้ลูกได้ในลักษณะคล้ายบัญชีเงินฝากเพื่อการศึกษา
ถึงเวลาปรับกฎหมายให้สอดคล้องกัน
กรณีของเด็กที่ถือหุ้นมูลค่าพันล้านบาทตั้งแต่อายุ 15 ปี แต่ไม่สามารถเปิดบัญชีซื้อ Bitcoin ได้อย่างถูกกฎหมายจนกว่าจะอายุครบ 18 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องในกฎหมายที่อาจต้องได้รับการทบทวน
จริงอยู่ว่าหุ้นเป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานอย่างเข้มงวด แต่คริปโต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Bitcoin เองก็เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะยังไม่รัดกุมเท่าหุ้น
ดังนั้นถ้าหากคริปโตเคอร์เรนซีจะเป็นอนาคตของโลกการเงินอย่างแท้จริงแล้วนั้นทางออกที่สมดุลน่าจะเป็นการให้ผู้เยาว์ทุกอายุสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง เช่นเดียวกับหุ้นและสินทรัพย์อื่นๆ โดยมีกรอบที่เข้มงวด มีการศึกษา และจำกัดความเสี่ยง ไม่ใช่การกีดกันตามอายุ ซึ่งอาจผลักดันให้เกิดการหลบเลี่ยงในช่องทางที่อันตรายกว่า
ในโลกที่ Blockchain กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ตั้งแต่การเงิน ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงเอกสารสิทธิ์ต่างๆ การให้ Gen Z และ Gen Alpha ได้เรียนรู้และเข้าใจเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคต
สุดท้ายนี้ คำถามไม่ใช่ว่า “ควรให้เด็กถือคริปโตหรือไม่” แต่คือเราจะให้เด็กเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินอนาคตอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของผู้ปกครองได้อย่างไร
อ้างอิง : Bitkub , กรุงเทพธุรกิจ