Fed แบ่งฝ่ายไม่เลิก! ‘เบธ แฮมแม็ก’ เผยเงินเฟ้อ ‘น่ากังวลกว่า’ ตลาดแรงงาน – สัญญาณสั่นคลอนนโยบายการเงิน

เสียงแตกใน Fed สะท้อนความไม่ลงรอยกันอย่างชัดเจน เมื่อ ‘เบธ แฮมแม็ก’ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังออกมากระตุกต่อมวิกฤต ประกาศจุดยืนสวนกระแสหลัก!
‘เงินเฟ้อยังน่ากลัวกว่า’ คำพูดสั้นๆ ที่สั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับความสำคัญของตลาดแรงงาน ฉายแสงให้เห็นรอยร้าวในแนวทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์มองว่า การออกมาพูดเช่นนี้ในเวลาที่ตลาดคาดหวังการผ่อนคลายนโยบาย อาจเป็นเกมเสี่ยงของ Fed ระหว่างการควบคุมราคากับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
‘เมื่อธนาคารกลางพูดคนละภาษา นั่นคือสัญญาณเตือนแรกของความปั่นป่วน’ – ความเห็นจากนักลงทุนรายหนึ่งที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ พร้อมกับยิ้มเยาะระบบการเงินที่ดูจะแก้ปัญหาไม่เคยตรงจุด
“เงินเฟ้อสูงไป-นานไป”
ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันพฤหัสบดี แฮมแม็กแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าอัตราเงินเฟ้ออาจจะไม่กลับสู่เป้าหมาย 2% ของ Fed จนกว่าจะถึง “หนึ่งหรือสองปีหลังจากปี 2026” ซึ่งหมายความว่า Fed จะพลาดเป้าหมายด้านราคาไป “เกือบสิบปี” และเสี่ยงที่จะทำให้ภาวะเงินเฟ้อสูงฝังรากลึกอยู่ในเศรษฐกิจ
“สำหรับฉัน เมื่อเปรียบเทียบขนาดและความคงอยู่ของความผิดพลาดในเป้าหมายทั้งสองด้าน… เงินเฟ้อคือข้อกังวลเร่งด่วนกว่า” เธอกล่าว
ชี้ดอกเบี้ยปัจจุบัน ‘แทบไม่เข้มงวดพอ’
แฮมแม็กเป็นหนึ่งในกรรมการที่ “โหวตสวนมติ” ในการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว (ซึ่ง Fed ลดดอกเบี้ย 0.25%) โดยเธอกล่าวในวันนี้ว่า เธออยากที่จะ “คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม”
เธอย้ำว่าจุดยืนนโยบายในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ “แทบจะไม่เข้มงวด” (barely restrictive) และจำเป็นต้องคงความเข้มงวดนี้ไว้เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ในเวลาที่เหมาะสม
ตลาดแรงงาน ‘ยังแข็งแรง’-แต่ Shutdown ทำขาดข้อมูล
แฮมแม็กกล่าวว่า ท่ามกลางภาวะ Government Shutdown ที่ทำให้ขาดข้อมูลทางการ เธอต้องพึ่งพาข้อมูลจากการพูดคุยกับภาคธุรกิจในเขตของเธอมากขึ้น ซึ่งเธอกล่าวว่าภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและจำเป็นต้อง “ผลักภาระ” ราคาเหล่านั้นไปยังผู้บริโภคในไม่ช้า
ในส่วนของตลาดแรงงาน เธอมองว่า “โดยทั่วไปยังแข็งแรง” (generally healthy) แม้ว่าจะชะลอตัวลง เธอยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้ดีขึ้นในปีหน้า ซึ่งจะยิ่งกดดันให้อัตราการว่างงานลดลง (ตลาดแรงงานแข็งแกร่งขึ้น) ซึ่งทั้งหมดนี้ยิ่งตอกย้ำเหตุผลที่ว่า Fed ควรจะมุ่งเน้นไปที่การจัดการเงินเฟ้อมากกว่า
ที่มา: bloomberg