มหาเศรษฐีโลกลดพอร์ตหุ้นเอกชนอย่างหนัก! หันเทเงินสู้เงินเฟ้อ-โยกทุนเข้าการเงินดิจิทัล
เศรษฐีระดับโลกกำลังปรับพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่—ลดสัดส่วนหุ้นเอกชนลงอย่างน่าตกใจ เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อยืดเยื้อและโอกาสทางการเงินใหม่
เทรนด์ใหม่: หนีหุ้นเอกชน-ไล่ล่าผลตอบแทนสูง
นักลงทุนรายใหญ่เริ่มเบนเข็มสู่สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่า เน้นตลาดทุนและเทคโนโลยีการเงินดิจิทัลที่ให้ผลตอบแทนทันตาเห็น แม้ความเสี่ยงจะสูงแต่ก็สวนทางกับความน่าเบื่อของกองทุนเอกชนแบบเดิม
กลยุทธ์รับมือเงินเฟ้อ: ไม่รอให้เงินมูลค่าลด
หลายคนเลือกถือเงินสดในสกุลดิจิทัลและสินทรัพย์เทคโนโลยีแทนการฝากธนาคารแบบเดิม—มองว่าดอกเบี้ยต่ำเกินไปจะกัดกร่อนมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว
ตลาดการเงินดิจิทัলตอบรับดี เห็นการไหลเข้าของเม็ดเงินระดับ institutional เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
ปิดท้าย: ในยุคที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินไม่หยุด... การย้ายพอร์ตไปสู่สินทรัพย์ที่ 'จริงกว่า' อาจไม่ใช่แค่ทางเลือก—แต่อาจเป็นทางรอด
โกลด์แมน แซคส์เผยครอบครัวมั่งคั่งทั่วโลก เร่งปรับพอร์ต ตัดน้ำหนักจาก Private Equity ขยับสู่หุ้นสาธารณะ รับแรงกดดันเงินเฟ้อเรื้อรัง ขณะเทคโนโลยี-AI ยังครองใจนักลงทุน ขึ้นแท่นหมวดหลักที่ถือหนักสุด
ท่ามกลางเงินเฟ้อดื้อรั้นในตลาดพัฒนาแล้ว มหาเศรษฐีและสำนักงานครอบครัว (Family Office) ระดับโลกกำลังขยับหมากการลงทุนครั้งใหญ่ จากการทุ่ม Private Equity สู่การเพิ่มน้ำหนักตลาดทุนสาธารณะ โดยรายงานของโกลด์แมน แซคส์เผยปี 2568 ครอบครัวมั่งคั่งจัดพอร์ตเฉลี่ย 31% ไว้ในหุ้นสาธารณะ เพิ่มขึ้นจาก 28% ในปี 2566 ขณะที่การถือครองสินทรัพย์อื่นๆ อย่างเงินสด ตราสารหนี้ อสังหาฯ และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ยังคงมีสัดส่วนสูงเช่นเดิม
ซาร่า เนสัน-ทาราจาโน หัวหน้าฝ่าย Private Wealth Management Capital Markets ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า สำนักงานครอบครัวจำนวนมากฉวยจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์ราคาถูกทันทีที่ตลาดผันผวนจากมาตรการภาษีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยใช้โอกาส “Liberation Day” ลงทุนแบบเต็มกำลังทั้งตัว
การสำรวจยังสะท้อนภาพชัดว่ากลุ่มมหาเศรษฐีไม่ละทิ้งเทคโนโลยี โดยกว่า 50% ถือครองหุ้นหมวดนี้ในน้ำหนัก “เกินค่าเฉลี่ย” และกว่า 86% มีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหลักผ่านหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่ความสนใจในคริปโตเคอร์เรนซีกำลังพุ่งแรงขึ้น โดย 33% ระบุว่าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 26% เมื่อสองปีก่อน แม้ยังมี 44% ที่ยืนยัน “ไม่สนใจ”
ข้อมูลยังเผยเกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามดูแลสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ โดย 47% มีฐานอยู่ในอเมริกา ที่เหลือกระจายตัวในเอเชียและภูมิภาค EMEA สะท้อนการลงทุนระดับโลกที่ยังคงเน้นเทรนด์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ