ตลาดทุนไทยยังแข็งแกร่ง! SET เดินหน้าหน้าสร้างความเชื่อมั่น รับมือภาษีสหรัฐฯ 36% พร้อมดัน New Economy
- ตลาดทุนไทยยังน่าสนใจ แม้เศรษฐกิจโตช้า
- JUMP+ โครงการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- ดึงดูด New Economy เพิ่มความหลากหลายตลาดทุน
- ปรับปรุงโครงสร้างตลาดทุนให้ทันสมัย
- มาตรการภาษีสหรัฐฯ กับผลกระทบต่อตลาดทุนไทย
- บทบาทสำคัญของ SET ในการรับมือความท้า้าทายใหม่ๆ
- มองไปข้างหน้า: โอกาสและความท้าทาย
แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตเพียง 2.3% ตามการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) มองว่าว่าตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพสูง จากค่า P/E ต่ำและ Dividend Yield สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค พร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการ JUMP+ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน และดึงดูดกลุ่ม New Economy เข้า้าสู่ตลาดทุนในระยะยาว
ตลาดทุนไทยยังน่าสนใจ แม้เศรษฐกิจโตช้า
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตเพียง 2.3% ตามการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย และยังเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 36% แต่ปัจจัยพื้นฐานของตลาดทุนไทยยังแข็งแกร่ง โดยบริษัทจดทะเบียนมีค่า P/E อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ Dividend Yield อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดยังมีความน่าสนใจและมีความเสี่ยงขาลงค่อนข้างจำกัด
JUMP+ โครงการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
SET ได้เดินหน้าผลักดันโครงการ "JUMP+" เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนวางแผนการเติบโตในระยะ 3 ปี สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าองค์กรมีทิศทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ เช่น Healthcare และการท่องเที่ยว ซึ่งยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
ดึงดูด New Economy เพิ่มความหลากหลายตลาดทุน
SET ตระหนักดีว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยยังเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่ จึงมีเป้าหมายร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดึงดูดกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เข้าสู่ตลาดทุน เพิ่มความหลากหลายและศักยภาพของตลาดในระยะยาว
ปรับปรุงโครงสร้างตลาดทุนให้ทันสมัย
ขณะนี้ SET อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อพิจารณาปรับปรุงกฎเกณฑ์และขั้นตอนต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเข้าเข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนรายย่อย
มาตรการภาษีสหรัฐฯ กับผลกระทบต่อตลาดทุนไทย
สำหรับมาตรการภาษีนำเข้าเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. 2568 และตั้งเป้าไว้ที่ 36% นั้น SET ได้ดำเนินการในหลายด้านเพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในประเด็นด้าน ESG ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่กระทบต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม
บทบาทสำคัญของ SET ในการรับมือความท้า้าทายใหม่ๆ
นายอัสสเดช กล่าวว่า SET มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงและพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนรายย่อย ที่อาจไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับกฎเกณฑ์ใหม่ๆ หากต้องจัดการเองทั้งหมด
มองไปข้างหน้า: โอกาสและความท้าทาย
แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพสูง สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบของภาษีที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่ง SET จะสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และรวดเร็ว เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
เข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับ
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็นของคุณความคิดเห็น
บทความที่เกี่ยวข้อง
|Square
ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ
สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน