สหรัฐฯ ถือครองคริปโตมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์ หลังยึดจากตลาดมืดและคดีอาอาญา (อัปเดต 2025)
รายงานล่าสุดเปิดเผยว่าสหรัฐอเมริกากลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยมูลค่าค่าสะสมกว่า 24,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 840,000 ล้านบาท) จากกรณียึดทรัพย์สินดิจิทัลในคดีอาญาและการปราบปรามตลาดมืด โดยส่วนใหญ่เป็น Bitcoin ที่ยึดได้จากเว็บไซต์ Silk Road และคดีฟอกเงินสำคัญหลายคดี
สหรัฐฯ กับคลังคริปโตมูลค่ามหาศาล
ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าว่าการยึดคริปโตเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2023 จากคดีที่เกี่ยวข้องกับ Silk Road ซึ่งเป็นตลาดมืดบนดาร์กเว็บ โดยยึด Bitcoin ได้มากกว่า 9,861 BTC ในเวลานั้น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าค่าสูงกว่า 600 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังมีการยึดคริปโตจากคดีอื่นๆ อีกหลายคดี เช่น คดีฟอกเงินของกลุ่มแฮกเกอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2025 สหรัฐฯ เพิ่งยึด Ethereum มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์จากเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก
Bitcoin ส่วนใหญ่มาจากตลาดมืด
จากข้อมูลของ Chainalysis บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนพบว่า กว่า 70% ของคริปโตที่สหรัฐฯ ถือครองอยู่ในปัจจุบันมาจากการยึดในคดีที่เกี่ยวข้องกับ Silk Road และตลาดมืดอื่นๆ ในช่วงปี 2013-2021
Tim Draper นักลงทุนชื่อดังเคยให้ความเห็นว่า "การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถือครอง Bitcoin จำนวนมากเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของเทคโนโลยีบล็อกเชน"
การจัดการคริปโตที่ยึดได้
ปัจจุบัน คริปโตที่ยึดได้จะถูกขายทอดตลาดผ่าน General Services Administration (GSA) ของสหรัฐฯ ซึ่งในปี 2024 ที่ผ่านมา มีการประมูล Bitcoin ไปแล้วกว่า 3 ครั้ง ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์จาก BTCC มองว่าว่าการที่สหรัฐฯ ถือครองคริปโตจำนวนมากอาจส่งผลต่อตลาดได้ หากมีการปล่อยขายออกมามาพร้อมกันในปริมาณมาก
คำถามที่พบบ่อย
สหรัฐฯ ได้คริปโตมาจากที่ไหนบ้าง?
ส่วนใหญ่ได้จากการยึดในคดีอาญา เช่น ตลาดมืด Silk Road, คดีฟอกเงิน, การแฮก และการฉ้อโกงทางดิจิทัล
สหรัฐฯ จะจัดการกับคริปโตเหล่านี้อย่างไร?
โดยทั่วไปจะมีการขายทอดตลาดผ่าน GSA หรือในบางกรณีอาจเก็บไว้เป็นหลักฐานในคดีอาอาญา
การถือครองคริปโตของรัฐบาลส่งผลต่อตลาดอย่างไร?
อาจสร้างความกังวลในตลาดหากมีการปล่อยขายจำนวนมากในคราวเดียว แต่ปัจจุบันยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน