ระเบิดเวลา 5.2 ล้านล้าน! ตลาด Kalshi ชี้โอกาส 67% ศาลสูงสหรัฐสั่งคืนภาษี Trump ปี 2026
- ระเบิดเวลาทางการเงิน 5.2 ล้านล้านบาท: มุมมองจากตลาด Kalshi
- คำสั่ง "Refund" ที่อาจเปลี่ยนเกมการเมืองปี 2026
- Trump กับ "มรดก" ทางการค้าที่อาจกลับมาหลอกหลอน
ตลาดพยากรณ์ Kalshi ประเมินโอกาส 67% ที่ศาลสูงสหรัฐจะสั่งคืนภาษีศุลกากรให้กับบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของ Trump คาดมูลค่าการคืนภาษีอาจสูงถึง 5.2 ล้านล้านบาท สร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2026
ระเบิดเวลาทางการเงิน 5.2 ล้านล้านบาท: มุมมองจากตลาด Kalshi
ตลาดพยากรณ์ Kalshi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทำนายเหตุการณ์ทางการเงินชั้นนำ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า มีโอกาสถึง 67% ที่ศาลสูงสหรัฐจะตัดสินให้รัฐบาลต้องคืนภาษีศุลกากรจำนวนมหาศาลให้กับบริษัทต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าในยุคประธานาธิบดี Donald Trump
จากข้อมูลของ TradingView และแหล่งข่าวทางการเงินอื่นๆ คาดว่ามูลค่าการคืนภาษีอาจสูงถึง 1.5-1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.2-6.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะสร้างผลกระทบอย่างมากต่องบประมาณของสหรัฐฯ ในปี 2026
คำสั่ง "Refund" ที่อาจเปลี่ยนเกมการเมืองปี 2026
Kalshi ระบุว่ามีโอกาสถึง 74% ที่ศาลสูงสหรัฐจะตัดสินให้มีการคืนภาษีภายในปี 2026 ซึ่งตรงกับช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ การตัดสินใจนี้อาจส่งผลกระทบทางการเมืองครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกับ Donald Trump ที่กำลังลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง
BTCC ทีมนักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า "นี่จะเป็นระเบิดเวลาทางการเงินที่อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในวอชิงตัน การคืนภาษีขนาด 5.2 ล้านล้านบาทจะสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจส่งผลต่อตลาดการเงินโลก"
Trump กับ "มรดก" ทางการค้าที่อาจกลับมาหลอกหลอน
Donald Trump อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังลงสมัครอีกครั้ง กำลังเผชิญกับผลพวงจากนโยบายทางการค้าของตัวเอง การตัดสินใจของศาลสูงอาจบังคับให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายเงินคืนภาษีจำนวนมหาศาล ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอาจกระทบต่อ GDP ของสหรัฐฯ ได้ถึง 0.5%
จากข้อมูลของ Coinmarketcap และแหล่งข่าวอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าตลาดการเงินกำลังจับตาการพัฒนานี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในแวดวงคริปโตเคอร์เรนซีที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนนี้
Kalshi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทำนายเหตุการณ์ทางการเงินชั้นนำ ระบุโอกาส 67% ที่ศาลสูงจะตัดสินให้มีการคืนภาษี โดยนักวิเคราะห์ของ BTCC ให้ความเห็นว่า "นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐฯ"