Super Rich ผนึก Bitkub เปิดตัว Tourist e-Wallet ปลดล็อกการแลกคริปโตเป็นบาทสะดวกรวดเร็ว

Super Rich ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่กับ Bitkub พัฒนา Tourist e-Wallet แพลตฟอร์มใหม่ที่ให้นักท่องเที่ยวแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเป็นบาทไทยได้ทันที
ระบบนี้ตัดวงจรแบบเดิมๆ—เปลี่ยนการแลกเงินที่ซับซ้อนให้เหลือแค่การแตะหน้าจอ ไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องต่อคิวที่ตู้ ATM
Bitkub นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและได้รับการรับรองจาก Regulator ในขณะที่ Super Rich ใช้เครือข่ายสาขาทั่วกรุงเทพฯ และจุดแลกเงินที่มีอยู่แล้ว
นักท่องเที่ยวสามารถโอน USDT, BTC หรือ ETH เข้าสู่ Wallet และรับบาทไทยได้ในอัตราที่แข่งขันได้—พร้อมค่าธรรมเนียมที่โปร่งใส ไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์แบบธนาคารดั้งเดิม
ความร่วมมือนี้ไม่เพียงเพิ่มความสะดวก แต่ยังขยายการยอมรับ cryptocurrency ในกลุ่มนักเดินทางระดับโลก ซึ่งอาจกลายเป็นโมเดลให้ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ดูเหมือนเป็นความก้าวหน้าที่สมบูรณ์แบบ แต่นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถาม—นี่คืออนาคตของการท่องเที่ยวจริงๆ หรือแค่แผนการตลาดใหม่ของวงการ crypto ที่พยายามหลีกเลี่ยงการถูกตราหน้าว่า 'ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้'?
จากร้านเล็ก ๆ สู่แบรนด์เบอร์ 1 ของไทย
คุณปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรุ่นที่ 2 เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่มาจากร้านเล็ก ๆ ในชื่อ “จิตวนิช” ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่ คุณวิบูลย์และคุณพจมาน ตันติเวชยานนท์ จะเปลี่ยนชื่อเป็น SuperRich อย่างเป็นทางการในปี 2508 ทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นผู้บุกเบิกในวงการแลกเปลี่ยนเงินของไทย และเมื่อเข้าสู่ยุคของการบริหารรุ่นที่ 2 ในปี 2540 ทางบริษัทก็ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้เป็นรายแรก ทั้งการแสดงอัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์บนเว็บไซต์ รวมถึงการขยายสาขาในรูปแบบ “ร้านสะดวกแลกเงิน” ตามสถานีรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ
ปรับกลยุทธ์รับมือวิกฤต พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัล
ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว SuperRich ได้ปรับกลยุทธ์โดยการคงสาขาที่มีศักยภาพไว้ พร้อมกับลงทุนในบริษัทใหม่คือ SuperRich Digital เพื่อพัฒนาโซลูชันการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง e-Wallet สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ omnichannel ที่เชื่อมโยงบริการทั้งแบบออนไลน์และที่สาขาเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์สังคมไร้เงินสดในปัจจุบัน
เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยมาสคอต “น้องซุปเปอร์”
คุณณัฐชา พูลนภัทร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจรุ่นที่ 3 เปิดเผยว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา SuperRich 1965 ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และน่าเชื่อถือ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่ ทางบริษัทจึงเปิดตัวมาสคอต “น้องซุปเปอร์” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่มีคาแรคเตอร์สนุกสนาน เป็นมิตร และเข้าถึงง่าย ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวาให้กับแบรนด์
3 บริการหลักที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่
เพื่อมอบประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเงินที่รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น SuperRich 1965 ได้พัฒนา 3 บริการหลักดังนี้
- Branch Excellence: ยกระดับมาตรฐานการให้บริการที่สาขา ด้วยระบบใหม่ที่มีความปลอดภัยสูง สามารถแลกได้กว่า 34 สกุลเงิน รวมถึงบริการโอนเงินไปต่างประเทศผ่านเครือข่ายระดับโลกอย่าง SPEEDSEND และ MoneyGram ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศทั่วโลก
- SuperRich Application: พัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายและปลอดภัย ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ จองเงินล่วงหน้า ผ่านระบบ e-KYC และไปรับได้ที่สาขาโดยไม่ต้องเสียเวลาต่อคิว
- SuperRich Tourist e-Wallet: ร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา พัฒนา e-Wallet สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้สามารถใช้จ่ายด้วย QR PromptPay ได้เหมือนคนไทย โดยไม่ต้องพกเงินสด และในอนาคตจะขยายการรองรับการชำระเงินที่หลากหลาย รวมถึงการโอนเงินระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมกับ Bitkub อีกด้วย
นอกจากนี้ SuperRich 1965 ยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีการเซ็น MOU กับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานและเรียนรู้จากประสบการณ์จริง รวมถึงปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบัน SuperRich 1965 ให้บริการลูกค้ากว่า 2.4 ล้านคนต่อปี และมียอดการทำธุรกรรมสูงถึง 9.4 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา ด้วยการปรับโฉมแบรนด์ผ่าน “น้องซุปเปอร์” และการพัฒนาดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตและก้าวข้ามสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน
คุณปิยะ สรุปปิดท้ายว่า “SuperRich 1965 ไม่ได้เป็นแค่ ‘ร้านแลกเงิน’ แต่คือ ‘เพื่อนร่วมเดินทาง’ ที่แท้จริง ที่ทำให้ทุกการเดินทางราบรื่นด้วยบริการทางการเงินที่ปลอดภัย ทันสมัย และไร้พรมแดน”
ที่มา : bangkokpost