สหรัฐฯ เปิดเกมรับคริปโต! สภาคองเกรสผ่าน 3 กฎหมายสำคัญ ฝ่าดราม่าเสียงแตก ด้วยแรงหนุนจากเดโมแครต
วอชิงตันดีซี—การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในวงการคริปโต! สภาคองเกรสสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายดิจิทัลแอสเซท 3 ฉบับในวันเดียว ท่ามกลางความขัดแย้งและแรงสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต
การลงมติครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนในวงการการเงินแบบดั้งเดิม—เพราะเมื่อไร้กฎเกณฑ์ก็คือโอกาสสำหรับนักลงทุน
นักวิเคราะห์มองว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนเกมการลงทุนดิจิทัลในระยะยาว แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ตาม
ตอนนี้ทุกสายตาจับจอที่ทำเนียบขาว—จะเซ็นรับหรือวีโต้? คำตอบอาจกำหนดอนาคตการเงินโลกในอีกทศวรรษหน้า
(และใช่...วอลล์สตรีทคงกำลังคำนวณวิธีหาเงินจากเรื่องนี้อยู่ตอนนี้)
การลงมติในร่างกฎหมาย CLARITY Act เมื่อวันพฤหัสบดี ที่มา: US House of Representatives
ในการประชุมสภาฯ สมาชิกได้ลงมติด้วยคะแนน 294 ต่อ 134 เสียง ผ่านร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity (CLARITY) Act ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อวางโครงสร้างให้กับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ตามมาด้วยการโหวต 308 ต่อ 122 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมาย Guiding and Establishing National Innovation for US Stablecoins (GENIUS) Act และสุดท้ายได้ผ่านร่างกฎหมาย Anti-CBDC Surveillance State Act ด้วยคะแนนฉิวเฉียด 219 ต่อ 210 เสียง
ที่น่าสนใจคือความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนจากทั้งสองพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎหมาย CLARITY Act ที่มี ส.ส. เดโมแครตเกือบ 80 คนร่วมโหวตเห็นชอบ และกฎหมาย GENIUS Act ที่ได้รับการสนับสนุนจากเดโมแครตมากกว่า 100 คน การสนับสนุนข้ามพรรคนี้เกิดขึ้นแม้ว่าจะยังคงมีการต่อต้านอย่างหนักจากเดโมแครตบางส่วนในประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่การพิจารณาต้องหยุดชะงักไปหลายชั่วโมงเมื่อวันพุธ เนื่องจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนได้คัดค้านและเรียกร้องให้มีการเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการแบน CBDC เข้าไปในกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้แสดงความตั้งใจที่จะลงนามในกฎหมาย GENIUS Act ภายในวันศุกร์นี้ จะได้ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกพรรคของเขาสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวก็ตาม การผ่านกฎหมายสำคัญทั้งสามฉบับนี้จึงถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ “Crypto Week” และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐอเมริกาในอนาคต
ที่มา: cointelegraph