Ripple เปิดตัว RLUSD Stablecoin ระเบิดศึกตลาดเงินโอน 6.85 แสนล้านดอลลาร์! ท้าชนยักษ์ใหญ่ Western Union

Ripple ปล่อยอาวุธลับ RLUSD Stablecoin เขย่าวงการเงินโอนทั่วโลก
ระบบการเงินแบบเก่ากำลังสั่นคลอน—Ripple ตัดสายธารกลางด้วย Stablecoin ตัวใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อล้มเหลว (แค่ล้อเล่นนะ พวกธนาคาร)
ตลาดเงินโอนข้ามชาติมูลค่า 6.85 แสนล้านดอลลาร์กำลังถูก disrupt โดยเทคโนโลยีบล็อกเชน
Western Union และบริษัทโอนเงินแบบดั้งเดิมต้องปรับตัวหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
RLUSD มาพร้อมความเร็วและค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าบริการแบบเดิมๆ—เหมือน Uber แต่สำหรับวงการเงิน
นักวิเคราะห์คาดการณ์การปะทะครั้งใหญ่ระหว่างระบบเก่าและใหม่ในปี 2025 นี้
โบนัส: ธนาคารพาณิชย์คงกำลังนับเงินค่าธรรมเนียมแบบเดิมไปพลางๆ ก่อนที่รายได้จะหายไปกับ DeFi
ระบบโอนเงินแบบเดิมยังเต็มไปด้วยต้นทุนที่สูง
ในบล็อกโพสต์ล่าสุด Ripple ชี้ว่าระบบโอนเงินแบบเดิมยังเต็มไปด้วยต้นทุนสูง ค่าธรรมเนียมแพง และความล่าช้า หลายพื้นที่เข้าถึงบริการได้ยาก โดยเฉพาะในกว่า 80 ประเทศที่การโอนเงินคิดเป็นกว่า 3% ของ GDP แต่ยังต้องพึ่งผู้ให้บริการเดิมอย่าง Western Union หรือ MoneyGram ที่ชาร์จค่าธรรมเนียมแพงและดำเนินการช้า
Ripple มองว่า Stablecoin อย่าง RLUSD จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า เพราะใช้บล็อกเชนเป็นแกนกลางในการส่งเงินได้ทันที ต้นทุนต่ำ และไม่จำเป็นต้องใช้บัญชีธนาคาร ผู้รับสามารถถือโทเคน จ่าย หรือแลกเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้อย่างอิสระ
นอกจากช่วยลดต้นทุน Ripple ยังชูว่า RLUSD จะช่วยขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินให้คนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคาร ซึ่งสอดรับกับตลาดกำลังพัฒนาโดยตรง
ไม่ใช่แค่ Ripple ที่มองเห็นโอกาสนี้
ไม่ใช่แค่ Ripple ที่มองเห็นโอกาสนี้ Visa ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินก็เดินเกมเช่นกัน โดยจับมือกับ Yellow Card เพื่อขยายการใช้ USDC Stablecoin สำหรับการโอนเงินข้ามพรมแดนใน ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปตะวันออก
ปัจจุบัน RLUSD ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลให้ใช้งานจริงได้แล้ว และยังถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ เช่น การบริจาคมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์ ให้กับองค์กรไม่แสวงหากำไรด้านการศึกษา ซึ่งตอกย้ำว่าการใช้ Stablecoin มีทั้งประโยชน์จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกได้
Ripple เชื่อว่าภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน และการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้จริงที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง RLUSD จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนเกมการโอนเงินข้ามประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ระบบเดิมยังตามไม่ทันความต้องการของผู้คน
Source: Coindoo