ตลาดคริปโตจะพุ่งหรือร่วง? ไขปริศนา 4 ปัจจัยชี้ชะตาราคา Bitcoin สัปดาห์นี้ (5-9 ม.ค. 2026)

Bitcoin โยกเยกบนเส้นทางที่ไม่แน่นอน ท่ามกลางสัญญาณผสมจากตลาดโลก ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันต่างจับตาดูปัจจัยหลักสี่ประการที่จะกำหนดทิศทางในสัปดาห์วิกฤตินี้
แรงกดดันจากนโยบายการเงินทั่วโลกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ อัตราดอกเบี้ยและการพูดคุยของธนาคารกลางแต่ละประเทศสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท—และคริปโตก็หนีไม่พ้น
กิจกรรมในเครือข่ายบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของผู้ถือ การเคลื่อนย้ายเหรียญจากวอลเล็ตเก่าเก็บไปยังตลาดซื้อขายมักเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอาจหมายถึงความตื่นตัวที่กำลังก่อตัว
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันวัดได้จากผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับคริปโต กองทุน ETF และผลิตภัณฑ์โครงสร้างที่เสนอโดยบริษัทการเงินรายใหญ่สะท้อนถึงความอยากได้อยากเห็น—หรือความระมัดระวัง—ของเงินก้อนโต
สุดท้ายคือปัจจัยทางเทคนิค ระดับแนวต้านและแนวรับที่นักเทคนิคจับตามองกลายเป็นคำทำนายที่เติมเต็มตัวเอง เมื่อทุกคนเฝ้าดูระดับเดียวกัน การซื้อขายจำนวนมากก็มักจะรวมตัวกันที่จุดนั้น (ราวกับว่านักวิเคราะห์กราฟทุกคนเรียนตำราเล่มเดียวกัน)
สัปดาห์หน้าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับตลาดดิจิทัล การตัดสินใจของนักลงทุนในช่วงวันแรกๆ ของปีใหม่มักกำหนดแนวโน้มสำหรับหลายเดือนข้างหน้า—หรืออย่างน้อยก็จนกว่าข่าวลือครั้งต่อไปจะทำให้ทุกอย่างพลิกผัน
1. วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างเวเนซุเอลา-สหรัฐฯ
ปัจจัยแรกที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางการทหารแบบสายฟ้าแล่บในเวเนซุเอลา โดยบุกเข้าจับกุมตัวประธานาธิบดี ‘นิโกลัส มาดูโร’ และภรรยา ท่ามกลางรายงานเสียงระเบิดดังสนั่นทั่วกรุงคารากัสและพื้นที่โดยรอบ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทันทีเมื่อประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประกาศกร้าวว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกดิ่งลง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดคริปโตฯ กลับยังคงยืนหยัดแข็งแกร่งและไม่ร่วงตามราคาน้ำมันในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยในบางมิติ
2. ดัชนีภาคการผลิต PMI ที่จัดทำโดย ISM
ถัดมาในวันอังคารที่ 6 ม.ค.ที่จะถึงนี้ ตลาดจะต้องจับตาปัจจัยที่สองคือ การประกาศตัวเลข ดัชนีภาคการผลิต PMI ที่จัดทำโดย ISM ประจำเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพภาคการผลิต โดยจัดทำจากการสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อกว่า 300 บริษัททั่วประเทศ
เหตุผลที่ต้องสำรวจคนกลุ่มนี้ เพราะผู้จัดการจัดซื้อคือคนที่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจก่อนใคร ถ้าเริ่มสั่งวัตถุดิบน้อยลง แปลว่าความต้องการกำลังชะลอ
ถ้าสั่งมากขึ้น แปลว่าโรงงานมองว่าเศรษฐกิจกำลังไปต่อ
3.สัญญาณชีพตลาดแรงงาน ได้แก่ ตัวเลข ADP และ JOLTS
แต่ไฮไลท์ที่แท้จริงของสัปดาห์จะเริ่มขึ้นในวันพุธที่ 7 ม.ค. กับปัจจัยที่สามซึ่งเป็นชุดข้อมูลตลาดแรงงาน ได้แก่ ADP Nonfarm Employment หรือรายงานการจ้างงานภาคเอกชนเดือนธันวาคม และ JOLTS Job Openings หรือตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน เดือนพฤศจิกายน
โดยข้อมูลเหล่านี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากปีที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยไปแล้วถึง 3 ครั้งโดยอ้างเหตุผลเรื่องตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ดังนั้นหากตัวเลขยังคงชะลอตัว ก็จะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในก้าวต่อไปของธนาคารกลาง
4. Nonfarm Payrolls หรือตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร
ปิดท้ายสัปดาห์ในวันศุกร์ที่ 9 ม.ค.นี้ นั่นคือ Nonfarm Payrolls หรือรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนธันวาคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งจะเข้ามาเติมเชื้อไฟให้กับเศรษฐกิจอีกระลอก
ทางด้าน เอริค คูบี้ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ North Star Investment Management ได้ให้ความเห็นกับสำนักข่าว Reuters ไว้อย่างน่าสนใจว่า การอ่อนตัวลงของตลาดแรงงาน เป็นข้ออ้างชั้นดีให้เฟดปรับเปลี่ยนมุมมองเรื่องการลดดอกเบี้ย ซึ่งนั่นหมายความว่า ข่าวร้ายของเศรษฐกิจจริงอาจกลายเป็นข่าวดีที่หนุนให้นโยบายการเงินผ่อนคลายลง
ที่มา: cryptopotato