XRP ในปี 2025: ราคาพุ่งทะลุสถิติใหม่ พร้อมเงินไหลเข้ากองทุน ETF กว่าพันล้านดอลลาร์

XRP ระเบิดขาขึ้นในปี 2025 ราคาพุ่งทะลุจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล ขณะที่เงินลงทุนมหาศาลจากกองทุน ETF แบบ Spot ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
กระแสเงินทุนที่เปลี่ยนทิศ
ตลาดคริปโตได้รับแรงหนุนครั้งใหญ่จากกองทุน ETF ที่ได้รับอนุมัติ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบดั้งเดิมนี้ดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยที่ไม่เคยแตะต้องสินทรัพย์ดิจิทัลมาก่อน เงินก้อนโตไหลเข้าสู่ XRP โดยตรง สร้างสภาพคล่องและความมั่นใจที่ตลาดไม่เคยเห็นมาก่อน
ปัจจัยเร่งด้านกฎระเบียบ
ความชัดเจนทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นหลังการต่อสู้ในศาลยาวนานกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ผู้ควบคุมในหลายประเทศเริ่มมอง XRP ด้วยท่าทีที่ต่างออกไป สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เคยยืนดูจากริมสนามเริ่มขยับตัว ราคาตอบสนองต่อข่าวเชิงบวกทุกรายการอย่างรวดเร็วและรุนแรง
เครือข่ายและการใช้งานจริง
กิจกรรมบนเครือข่าย RippleNet เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ธนาคารและบริษัทด้านการเงินเพิ่มการใช้ XRP สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากภาคจริงช่วยรองรับราคา ไม่ใช่แค่การซื้อขายเก็งกำไรเหมือนในอดีต
บทสรุป: ชัยชนะหรือแค่ความบ้าคลั่ง?
XRP พิสูจน์แล้วว่าสามารถกลับมาอยู่ในเกมได้ แม้จะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่นักวิเคราะห์บางคนก็ยังส่งเสียงเตือน—ประวัติศาสตร์สอนเราว่าคลื่นยักษ์ในตลาดคริปโตมักมาพร้อมกับฟองสบู่บางๆ ที่พร้อมจะแตก เงินพันล้านจาก Wall Street อาจสร้างความมั่งคั่งได้จริง หรืออาจเป็นเพียงบทใหม่ในวงจร ‘ความโลภและความกลัว’ อันอมตะของตลาดการเงินก็ได้
ปิดฉากมหากาพย์คดีประวัติศาสตร์ระหว่าง Ripple และ SEC
เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดแห่งปีและถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ของวงการคริปโตคือการยุติข้อพิพาททางกฎหมายระหว่าง Ripple Labs Inc. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) อย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2025 มหากาพย์นี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่สถานะทางกฎหมายของ XRP
แม้ว่า Ripple จะได้รับชัยชนะบางส่วนจากการตัดสินในปี 2023 แต่กระบวนการอุทธรณ์ได้ยืดเยื้อมาจนถึงปีนี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยบรรยากาศทางการเมืองที่เปลี่ยนไปหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนโยบายที่เป็นมิตรกับคริปโตมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงพยายามหาข้อยุติร่วมกัน แม้ว่าข้อเสนอการเจรจาเบื้องต้นจะถูกศาลปฏิเสธ แต่ท้ายที่สุดทั้ง Ripple และ SEC ได้ตกลงที่จะถอนคำร้องอุทธรณ์ของตนเอง ส่งผลให้คดีสิ้นสุดลงอย่างถาวรและยืนยันคำตัดสินเดิมที่ว่า XRP ไม่ใช่หลักทรัพย์ ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีอื่นๆ ในอนาคต
การทุบสถิติราคาใหม่และการกลับมาของราชันย์อันดับสาม
ผลพวงจากความชัดเจนทางกฎหมายได้ส่งแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อราคาของ XRP ในตลาดโลก ก่อนหน้านี้ราคาของเหรียญไม่เคยกลับไปยืนเหนือระดับ 3 ดอลลาร์ได้เลยนับตั้งแต่ปี 2018 แต่ในเดือนกรกฎาคม 2025 ราวหนึ่งเดือนก่อนที่คดีความจะจบลงอย่างเป็นทางการ XRP ได้พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-Time High) ที่ระดับ 3.65 ดอลลาร์ ทำลายสถิติเดิมที่ 3.40 ดอลลาร์ลงได้อย่างราบคาบ
การพุ่งขึ้นครั้งนี้ส่งผลให้ XRP กลับมาทวงบัลลังก์สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจาก Bitcoin และ Ethereum ได้สำเร็จในช่วงเวลานั้น แม้ว่าในช่วงปลายปีราคาจะมีการปรับฐานลงมาซื้อขายที่ระดับประมาณ 1.90 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดราว 48% แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่อวิสัยทัศน์ของ Ripple ในฐานะบล็อกเชนสำหรับสถาบันการเงินยังคงแข็งแกร่ง
การเปิดประตูสู่โลกการลงทุนกระแสหลักผ่าน XRP ETF
ปี 2025 ยังเป็นปีที่ประตูการลงทุนแบบดั้งเดิมเปิดกว้างสำหรับ XRP อย่างเต็มตัว ผ่านการอนุมัติกองทุน Exchange Traded Funds (ETFs) หลังจากความสำเร็จของ Bitcoin และ Ethereum ETF ตลาดได้เห็นคลื่นลูกใหม่ของการยื่นขอจัดตั้งกองทุน Altcoin ETF โดยในช่วงกลางปี Rex Shares และ Osprey Funds ได้นำร่องเปิดตัวกองทุน XRP ETF ร่วมกันและกวาดเม็ดเงินระดมทุนในวันแรกไปถึง 38 ล้านดอลลาร์
แต่สิ่งที่สร้างความฮือฮาอย่างแท้จริงคือการตบเท้าเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่ในเวลาต่อมาอย่าง Canary Capital, Grayscale, Bitwise และ Franklin Templeton ที่ต่างเปิดตัว Spot ETF ของตนเอง ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่านับตั้งแต่เปิดตัว กองทุนเหล่านี้สามารถระดมเงินทุนไหลเข้าสุทธิรวมกันได้เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ โดยไม่มีวันไหนเลยที่มีกระแสเงินไหลออกสุทธิ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการสะสมสินทรัพย์ของผู้ลงทุนสถาบันที่ต่อเนื่องและมั่นคง
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Stablecoin พันล้านเหรียญ RLUSD
นอกจากความสำเร็จของเหรียญแม่แล้ว ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Ripple USD (RLUSD) ก็สร้างปรากฏการณ์ได้ไม่แพ้กัน หลังจากเปิดตัวในช่วงปลายปี 2024 Stablecoin ที่หนุนหลังด้วยดอลลาร์สหรัฐตัวนี้ได้เติบโตขึ้นจนมีมูลค่าตลาดแตะ 1.3 พันล้านดอลลาร์ ก้าวขึ้นเป็น Stablecoin อันดับที่ 11 ของโลกภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
ความสำเร็จนี้ได้รับการสนับสนุนจากความชัดเจนของกฎหมาย GENIUS Act และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เช่น การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Securitize ที่ได้รับการสนับสนุนจาก BlackRock เพื่อให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนหน่วยลงทุนเป็น RLUSD ได้ รวมถึงการจับมือกับ Mastercard และ WebBank เพื่อใช้ในการชำระดุลบัตรเครดิต นอกจากนี้ Ripple ยังเดินหน้าขอใบอนุญาต National Bank Charter เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือเทียบเท่า Circle ผู้ออก USDC อีกด้วย
การขยายอาณาจักรด้วยเม็ดเงินมหาศาลและการประเมินมูลค่าใหม่
เบื้องหลังกราฟราคาที่พุ่งสูง คือการเดินเกมธุรกิจที่ดุดันของ Ripple Labs ตลอดปี 2025 บริษัทได้ทุ่มเงินมหาศาลในการเข้าซื้อกิจการเพื่อเสริมแกร่งระบบนิเวศ โดยเริ่มจากการทุ่มเงิน 1.25 พันล้านดอลลาร์เข้าซื้อ Hidden Road บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ชั้นนำเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าสถาบัน ตามมาด้วยการควักกระเป๋าอีก 1 พันล้านดอลลาร์ซื้อ GTreasury บริษัทจัดการทรัพย์สินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน และยังลงทุนอีก 200 ล้านดอลลาร์ในแพลตฟอร์ม Stablecoin อย่าง Rail รวมถึงผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน Palisade
การขยายตัวอย่างบ้าคลั่งนี้ทำให้ Ripple ได้รับการอัดฉีดเงินลงทุนเพิ่มอีก 500 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ยืนยันสถานะความเป็นผู้นำในโลกฟินเทคที่พร้อมจะกำหนดอนาคตของระบบการเงินโลกต่อไป
ที่มา: decrypt