BlackRock ยื่นเอกสาร S-1 อย่างเป็นทางการ ขอจัดตั้งกองทุน Staked Ethereum ETF
ยักษ์ใหญ่การจัดการสินทรัพย์อย่าง BlackRock เปิดเกมรุกครั้งใหม่ในวงการคริปโตแล้ว
บริษัทได้ยื่นเอกสาร S-1 ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เพื่อขออนุมัติจัดตั้งกองทุน Staked Ethereum ETF อย่างเป็นทางการ ขยับเข้าใกล้การนำผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานระหว่างการลงทุนใน Ethereum และกลไกการ Stake เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม
ไม่ใช่แค่ถือ แต่ให้เงินทำงานต่อ
ความแตกต่างหลักของกองทุนนี้อยู่ที่คำว่า 'Staked' นี่ไม่ใช่แค่ ETF ที่ซื้อและถือ Ethereum ไว้เฉยๆ แต่จะนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถืออยู่ไปเข้าร่วมในกลไกการ Stake ของเครือข่าย Ethereum เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม (staking rewards) ให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน
เป็นการเปลี่ยน Ethereum จากสินทรัพย์ที่ 'นอนหลับ' ในพอร์ต ให้กลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
สะพานเชื่อมสองโลก
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ BlackRock ถือเป็นการสร้างสะพานเชื่อมที่ชัดเจนระหว่างตลาดการเงินแบบดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ กับโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องการความยืดหยุ่น
หากได้รับการอนุมัติ กองทุนนี้จะเปิดช่องให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยที่อาจกังวลเรื่องความซับซ้อนทางเทคนิคหรือความปลอดภัย สามารถเข้าถึงผลตอบแทนจากระบบ Proof-of-Stake ของ Ethereum ได้ผ่านโครงสร้างที่คุ้นเคยและได้รับการดูแลจากผู้จัดการกองทุนรายใหญ่
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
แม้จะยื่นเอกสารแล้ว แต่เส้นทางสู่การอนุมัติยังไม่สิ้นสุด หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ SEC จะต้องพิจารณาอย่างแน่นอนคือ โมเดลการ Stake ของกองทุน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านหลักทรัพย์ และการปกป้องผู้ลงทุน
ในแวดวงการเงินแบบเก่า การยื่นเอกสารแบบนี้มักถูกมองเป็นแค่ 'กระดาษอีกแผ่น' ในกระบวนการระบบราชการ แต่ในโลกคริปโต มันคือประกายไฟที่อาจจุดระเบิดความสนใจจากมหาชนได้ทั้งตลาด
ตอนนี้ ลูกตากำลังจับจ้องไปที่ SEC แล้ว ว่าคำตอบต่อไปจะเป็น 'Yes' หรือจะเป็นการยืดเยื้อแบบที่เราคุ้นเคย
ที่มา:เว็บไซต์ SEC
ความเคลื่อนไหวของ BlackRock เริ่มกลายเป็นที่จับตามองตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานว่า บริษัทแห่งนี้ ได้จดทะเบียนชื่อกองทุนดังกล่าวในรัฐเดลาแวร์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกเริ่มในการจัดตั้ง ETF ก่อนจะยื่นเอกสาร S-1 อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน
แม้การยื่นครั้งนี้ จะถือว่าเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ แต่กฎของ SEC ระบุว่ากระบวนการนับเวลาจะเริ่มจริงต่อเมื่อมีการส่งแบบฟอร์ม 19b-4 จากตลาดหลักทรัพย์ที่จะรับจดทะเบียน ETF แยกต่างหาก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญลำดับถัดไป
กองทุน ETHB ถูกออกแบบมาให้เป็นกองทุนเชิงรับเต็มรูปแบบ ไม่ใช้เลเวอเรจ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอนุพันธ์ และไม่ปล่อยกู้ โดยมี Coinbase Custody ทำหน้าที่ดูแลสินทรัพย์หลัก และ Anchorage Digital เสริมในฐานะผู้ดูแลทางเลือก
เมื่อได้รับการอนุมัติกองทุน ETF ตัวใหม่นี้ จะเข้าเทรดในตลาด Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อ “ETHB” โดยจะจำกัดให้เฉพาะผู้เข้าร่วมที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถสร้างหรือไถ่ถอนหุ้นแบบ Big Lot ได้ นั่นหมายความว่า กลุ่มเป้าหมายคือผู้เล่นสถาบัน
จุดที่หลายคนจับตาคือ BlackRock เลือกเปิดกองทุน ETHB แยกจากกองทุนเดิมอย่าง iShares Ethereum Trust (ETHA) ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และจะยังคงแยกกันดำเนินงาน หาก ETHB ผ่านการอนุมัติ นักลงทุนจะสามารถเข้าถึงผลตอบแทนจาก Staking ได้ทันที โดยไม่ต้องส่ง ETH ไป Stake เอง ลดขั้นตอนและความเสี่ยงที่ผู้ใช้งานทั่วไปกังวลมานาน
อย่างไรก็ตาม ตลาด ETF ช่วงต้นเดือนธันวาคมยังคงถูกแรงขายกดดัน โดย Ether ETF มีเงินไหลออกกว่า 75.21 ล้านดอลลาร์ และแทบทั้งหมดมาจาก ETHA ของ BlackRock ส่งผลให้ยอดเงินไหลเข้าสุทธิรวมของ ETF ฝั่งคริปโตลดลงเหลือ 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุน ETH ไม่มีเงินไหลเข้าแม้แต่กองเดียว
ด้าน Bitcoin ETF มีภาพรวมดูดีกว่าเล็กน้อย มียอดเงินไหลเข้าสุทธิ 54.79 ล้านดอลลาร์ โดยมี 5 กองทุนที่เป็นบวก ขณะที่ BlackRock เองกลับมีเงินไหลออกกว่า 32.49 ล้านดอลลาร์ ส่วน Ark Invest และ Fidelity เป็นผู้รับเงินไหลเข้าอันดับต้นๆ ของสัปดาห์
ในขณะที่รายงาน Ethereum (ETH) มีการซื้อขายกันอยู่ที่ $3,102 ลดลงเล็กน้อย 0.1% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinmarketCap
ที่มา:cryptopolitan