BTCC / BTCC Square / prachachatTH /
‘ชาติศิริ-กอบศักดิ์’ เผยเศรษฐกิจไทยท้าทาย-ธุรกิจแบงก์ยังไม่ใช่เกมง่ายๆ ในปี 2025

‘ชาติศิริ-กอบศักดิ์’ เผยเศรษฐกิจไทยท้าทาย-ธุรกิจแบงก์ยังไม่ใช่เกมง่ายๆ ในปี 2025

Published:
2025-07-02 00:10:28
16
3

‘ชาติศิริ-กอบศักดิ์’ เศรษฐกิจไทยท้าทาย-ธุรกิจแบงก์ไม่ง่าย

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในปี 2025—และธุรกิจธนาคารก็ไม่ได้รอดพ้นจากคลื่นกระทบนี้

‘ชาติศิริ-กอบศักดิ์’ ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในภาคการเงิน—ในขณะที่ธนาคารพยายามปรับตัวให้ทันกับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แต่ใครจะไปรู้? บางทีการที่ธนาคารต้องดิ้นรนอาจเป็นข่าวดีสำหรับคริปโตก็ได้—อย่างน้อยก็ทำให้คนหันมาสนใจการเงินแบบไร้ตัวกลางมากขึ้น

ชาติศิริ : ทำธุรกิจแบงก์ไม่ง่าย

“ชาติศิริ” ประเมินเศรษฐกิจไทยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหากเทียบวิกฤตที่ผ่านมา บางอย่างก็ดีกว่า บางอย่างก็แย่กว่า ทุกอย่างผสมไปผสมมา ทำให้ต้องบริหารจัดการตลอดเวลา ซึ่งโดยรวมจะเห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอลง แต่หากมีการเจรจาและตกลงกันได้จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจน่าจะกลับมาดีขึ้น เป็นพื้นฐานสำคัญให้การทำมาค้าขายดีขึ้น ส่งออกได้เยอะขึ้น และการลงทุนที่มากขึ้น

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น จากการเจรจาของประเทศใหญ่ด้วยกัน แต่จริง ๆ ในความผันผวนจะเห็นโอกาส เช่น ส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ที่มีอัตราการเติบโตไปได้ดี เพราะจากความกังวลต่าง ๆ ทำให้มีการเร่งการส่งออก ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับไทย แต่ก็ต้องดูแนวโน้มการเจรจาต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร

เมื่อสัญญาณการเจรจาต่าง ๆ มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น แนวโน้มการลงทุนจะมีมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศที่ “สงบ” และ “มีเสถียรภาพ” จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการลงทุน

ส่วนความขัดแย้งภายในประเทศ และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เชื่อว่าเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่อาจจะมีความท้าทายต่าง ๆ ความสามารถในการอุปโภคบริโภค แต่หากโครงการต่าง ๆ มีการลงทุนและดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยดึงดูดการลงทุนต่าง ๆ ตามมา ซึ่งมองว่าปัจจัยนี้จะเป็นพื้นฐานให้เศรษฐกิจและธุรกิจขยายตัวต่อไปได้

“หากเทียบเศรษฐกิจกับช่วงระบาดของโควิด-19 ทุกอย่างหยุดชะงัก แต่บางอย่างก็ดีกว่า บางอย่างก็แย่กว่า แต่มองว่าหลายอย่างทางการได้วางนโยบายให้มีเสถียรภาพ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีให้เกิดความมั่นคง และเกิดความเชื่อมั่น ปัจจัยเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะเป็นโอกาสที่จะทำให้เราก้าวต่อไปได้ เติบโตต่อไปได้ ซึ่งแนวนโยบายต่าง ๆ ที่ทางการวางไว้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเดินไปได้”

ธุรกิจแบงก์ถึงเป้าหมายไม่ง่าย

นายชาติศิริกล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจธนาคารในปีนี้ ธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อโดยรวมอยู่ที่ 3-4% ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้อาจจะไม่ง่าย แต่ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน พยายามยืนเป้าหมาย แต่ถึงเวลาจริงจะสามารถทำได้แค่ไหน ต้องดูอีกที อย่างไรก็ดี ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ยังไปได้พอสมควร

โดยเป้าหมายการเติบโต 3-4% ตัวขับเคลื่อนสำคัญจะมาจากสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ และธุรกิจต่างประเทศ ส่วนลูกค้ารายกลางและรายปลีกจะเติบโตต่ำลงมาเล็กน้อย

ขณะเดียวกัน ธนาคารมองโอกาสการทำธุรกิจต่าง ๆ ภายใต้การพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องและตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) สร้างมูลค่าเพิ่ม และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วย จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัว โดยจะต้องมีการปรับโครงสร้างภายในการทำธุรกิจด้วย

“ธุรกิจแบงก์ก็ยังไปได้เรื่อย ๆ แต่ในระยะข้างหน้าอาจจะมีเรื่องท้าทาย แต่ก็ยังไปได้”

เกาะติดลูกค้าธุรกิจรายใหญ่

สำหรับความกังวลต่อธุรกิจรายใหญ่ นายชาติศิริกล่าวว่า ธุรกิจรายใหญ่ก็จะมีวัฏจักรของเขา ซึ่งบางธุรกิจก็จะมีความท้าทายต่าง ๆ ซึ่งธนาคารต้องให้การดูแลและสนับสนุนลูกค้าในแต่ละเซ็กเตอร์ โดยดูแลใกล้ชิดเพื่อจะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่ลูกค้าเผชิญได้อย่างไร และขณะเดียวกันธนาคารจะสามารถสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าไปได้อย่างไร

ส่วนสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจรายใหญ่อาจจะมีบ้างให้เห็นเป็นระยะ ๆ แต่ยังไม่ได้แตกต่างจากช่วงเวลาที่ผ่านมา ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งผลกระทบเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ผลของอัตราภาษีจะออกมาอย่างไร เพื่อช่วยเหลือลูกค้าต่อไป

“ความเป็นห่วงทางด้านคุณภาพหนี้ NPL ของลูกค้า จะบอกว่าไม่เป็นห่วงไม่ได้ ธนาคารต้องติดตามดูแลตลอดเวลา”

สำหรับเป้าหมายการเพิ่มอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) เป็นตัวเลข 2 หลักนั้น ธนาคารก็มีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนดังกล่าว แต่คงไม่ง่าย และได้ในเร็ววัน อาจจะต้องใช้เวลา แต่ก็เป็นเป้าหมายของธนาคารที่จะเดินไป

“อินโดนีเซีย” มีศักยภาพเติบโตธุรกิจ

นายชาติศิริกล่าวระหว่างนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมธนาคาร เพอร์มาตา อินโดนีเซีย ว่า ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีสำนักงานใน 13 เศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากสาขาในลอนดอน และยุโรป ธนาคารยังมีสาขาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมองว่าในระยะ 20-30 ปีข้างหน้า โอกาสที่ภูมิภาคเอเชียจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งธนาคารก็ขยายการเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง

ประเมินว่า “อินโดนีเซีย” มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี โดยจีดีพีขยายตัวเป็น 2 เท่าของเศรษฐกิจไทย หรือขยายตัว 4.7-5% ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียได้วางนโยบายทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม รถไฟฟ้า เพื่อพัฒนาเกาะต่าง ๆ ในอนาคตมีโอกาสเติบโตสูง และเป็นโอกาสในการขยายตัวในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

ชู “เพอร์มาตา” หัวหอกเชื่อมการค้า-ลงทุน

นายชาติศิริเล่าว่า ธนาคารกรุงเทพได้เข้าซื้อกิจการ ธนาคารพีที เพอร์มาตา ทีบีเค (ธนาคารเพอร์มาตา) และได้ควบรวมธนาคารกรุงเทพ 3 สาขา เข้ากับธนาคารเพอร์มาตา เพื่อผสานจุดแข็งของทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกันเสริมศักยภาพบริการ เป็นช่องทางการจับคู่ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพภายใต้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างครบวงจร และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ในปี 2567 ธนาคารเพอร์มาตาได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ตราสัญลักษณ์บัวหลวง เพื่อสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวในมาตรฐานการบริการ ภายใต้แนวคิด “One Family One Team” ของธนาคารกรุงเทพ ณ สิ้นปี 2567 ธนาคารเพอร์มาตากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 38% เทียบกับปี 2566 และธนาคารเพอร์มาตามีสัดส่วนสินเชื่อประมาณ 12% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารกรุงเทพ

ตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการในปี 2563 สัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศต่อสินเชื่อรวมของธนาคารกรุงเทพ เพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 25% (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2567) ส่งผลให้ธนาคารเพอร์มาตาเป็น 1 ใน 10 ของธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย มีเครือข่ายสาขาให้บริการ 240 สาขา กระจายอยู่ใน 82 เมืองสำคัญทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้ากว่า 6.2 ล้านราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568)

“ตอนนี้ธุรกิจของเพอร์มาตาขยายตัวได้ค่อนข้างดี ซึ่งในอนาคตธนาคารเราก็จะดูโอกาสในการจะขยายธุรกิจต่าง ๆ โดยการเติบโตจะล้อไปกับเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ซึ่งเราเป็น 10 ธนาคารในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น 4 ธนาคารแรกที่มีขนาดใหญ่ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะขยายฐานลูกค้าในอินโดนีเซีย และในภูมิภาคเอเชีย”

ดร.กอบศักดิ์ : นำลูกค้าฝ่าสารพัดวิกฤต

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ธนาคารปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือ 2% จากเดิมคาดการณ์ 3% เนื่องจากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีแรงต้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว แผ่นดินไหว และเศรษฐกิจไม่ได้ดีกว่าคาด รวมถึงปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง

แม้ว่าตัวเลขการส่งออกในช่วงต้นปีจะค่อนข้างดี แต่เป็นผลมาจากการเร่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ แต่คาดว่าแรงส่งการส่งออกจะหายไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างซึม และไม่ได้เป็นอันดับ 1 ของท่องเที่ยว เมื่อเทียบญี่ปุ่นหรือมาเลเซีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนจากเดิมที่เคยเป็นบวก 20% ปัจจุบันหดตัว -2-3% ดังนั้น หากปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวได้ 35.5 ล้านคน เท่าปีก่อนถือว่าดีมากแล้ว

“ปัญหาการเมืองทำให้เกิดความไม่แน่นอน ไม่กระฉับกระเฉงของการดำเนินนโยบายของภาครัฐ การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ จะทำได้ไม่เต็มที่ และนักลงทุนชะลอการตัดสินใจลงทุนจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้โดยรวมแรงส่งทางเศรษฐกิจน้อยลง”

ดังนั้น ภาพรวมขยายตัว 2% และมีความเสี่ยงด้านต่ำ ซึ่งต้องดูปัจจัยภายในและภายนอก โดยภายนอกยังต้องติดตามประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะไม่รู้ว่าทรัมป์จะทำอะไร และความขัดแย้งในโลกมีเพิ่มขึ้น และในประเทศ คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ทุกอย่างชะลอได้

พาลูกค้าให้รอดฝ่าโจทย์สำคัญ

โจทย์สำคัญของไทย คือ จะพาลูกค้าเราผ่านไปได้อย่างไร เพราะตอนนี้จากการคุยผู้ประกอบการค้าปลีกพบว่ายอดขายร้านสะดวกซื้อลดลงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม และยอดรูดบัตรในห้างใหญ่ ๆ ก็ไม่ดี ติดลบ เราเริ่มเห็นสัญญาณนักท่องเที่ยวไม่มา ร้านอาหารปิด และโรงงานปิดในเซ็กเตอร์ธุรกิจที่เป็น Sunset โจทย์ที่แท้จริงของปีนี้ทำอย่างไรให้ลูกค้าเราอยู่ได้ ประคับประคองตัวเอง และใช้เวลานี้ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคข้างหน้า เพื่อจะได้สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

“ปีนี้คิดว่าไม่ง่าย โดยเราปรับประมาณการปีนี้เหลือ 2% บวก +Downside โดยธนาคารมองกรณีเลวร้าย Worst Case อาจเห็น 1.5% เพราะไม่รู้ว่าทรัมป์จะทำอะไรเพิ่มหรือไม่ และให้ภาษีเราเท่าไร หากเจรจาได้ภาษีลดลงมาต่ำระดับหนึ่ง เราก็พอไปได้ เพราะสินค้าจีนเล็ก ๆ อยู่ที่ 54% แต่สินค้าเจรจาไม่ได้ แต่อย่างน้อย 30% หากเราได้ 15-20% ถือว่าดีแล้ว ไม่ต้องคาดหวังจะได้ 0% ซึ่งแบบนี้เราก็อาจได้เปรียบสินค้าจีน ปลายปีอาจจะดีขึ้น”

ศักยภาพในการเติบโตของธนาคารเพอร์มาตา สร้างผลกำไรได้ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจากศักยภาพที่มีอยู่เชื่อว่าในปีต่อ ๆ ไป ตัวเลขกำไรที่ระดับที่ 10,000 ล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้ไม่นานนัก

“ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะที่ชะลอลง เราก็ยังมีส่วนของธุรกิจในต่างประเทศที่เติบโตได้ดีเข้ามาช่วย ทำให้ต่อไปนี้เราจะมีธุรกิจทั้ง 2 ขาที่จะช่วยเสริมซึ่งกันและกัน และทำให้ความเป็น Regional Bank แบงก์ของธนาคารมีความแข็งแกร่งขึ้น”

อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ชาติศิริ-กอบศักดิ์’ เศรษฐกิจไทยท้าทาย-ธุรกิจแบงก์ไม่ง่าย

|Square

ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ

สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน