BTCC / BTCC Square / prachachatTH /
ดร.นิเวศน์ เผิดเผยวิสัยทัศน์ VI ชี้ ‘วิกฤตคราวนี้...มองไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์’

ดร.นิเวศน์ เผิดเผยวิสัยทัศน์ VI ชี้ ‘วิกฤตคราวนี้...มองไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์’

Published:
2025-06-21 12:19:35
10
3

เปิดใจ ‘ดร.นิเวศน์’ กูรู VI ‘วิกฤตรอบนี้ ผมมองไม่เห็นโอกาส’

เมื่อตลาดสั่นคลอน ผู้เล่นรายใหญ่เริ่มถอนหายใจ

ดร.นิเวศน์ กูรูด้านการลงทุนเชิงคุณค่า (VI) ฉายภาพความท้าทายที่ไร้ทางออกในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แม้แต่สายตาอันแหลมคมของนักวิเคราะห์ยังมองไม่เห็นจุดเปลี่ยน

‘นี่ไม่ใช่แค่การปรับตัว - มันคือการล้มกระดาน’ ผู้เชี่ยวชาญด้าน VI กล่าวพร้อมยกมือยอมรับความพ่ายแพ้ต่อตลาด

ในวันที่แม้แต่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยังต้องกุมขมับ การมองหาคุณค่าในตลาดตอนนี้ก็เหมือนกับการหาเข็มในกองขี้เถ้า

ปิดท้ายด้วยความจริงอันเจ็บปวด: ‘บางครั้งการไม่ลงทุน...ก็คือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด’ - คำพูดที่ทำให้วาณิชธนกิจทั้งหลายต้องกรีดร้องในใจ

หุ้นไทยลงทุนยาก “เซียน” ยังแย่

บทสนทนากับ “ดร.นิเวศน์” เริ่มต้นจากมุมคิดที่ “กูรู VI” มองว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน “ยาก” แม้แต่ “เซียนหุ้น” ก็ยังลำบาก เพราะเกณฑ์การลงทุนต่าง ๆ ที่เคยใช้ได้ในอดีต แต่ตอนนี้กลับใช้ไม่ค่อยได้ผล ลงทุนไปแล้วจากที่เคยทำกำไรได้ ก็อาจจะขาดทุน เนื่องจากตลาดหุ้นไม่ได้มีสภาพคล่องมากเหมือนสมัยก่อน ที่ตลาดหุ้นดี ทำให้คนสนใจเข้าลงทุนกันมาก ขณะที่การไปลงทุนต่างประเทศยังทำไม่ได้ เม็ดเงินลงทุนในประเทศก็เลยเพิ่มขึ้นมาตลอด

“แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันกำลังขาลง ซึ่งพอกำลังขาลง ถ้าคุณจะไปเล่นเกมแบบเดิม คือเล่นแนวหุ้น Growth (หุ้นเติบโต) สมัยก่อนที่เซียนเล่น คือเล่นหุ้น Growth ทั้งนั้น ไม่มีเซียนคนไหนเล่นหุ้น Value (หุ้นคุณค่า) ดังนั้น พอเล่นหุ้น Growth แล้วมีเม็ดเงินเข้า ก็เหมือนไฟลุก เติมเชื้อเพลิงเข้าไปตลอดเวลา แต่ตอนนี้พลังงานมันค่อย ๆ หมดไป คือเม็ดเงินมันไม่เข้า มันถูกถอนออก เชื้อเพลิงก็ถูกถอน ดังนั้น ถ้าคุณยังทำแบบเดิม แล้วหวังว่าจะมีคนเข้ามาซื้อต่อ แล้วคุณก็กวาดหุ้นเยอะ ๆ คอร์เนอร์หุ้นขึ้นไป แต่มันไม่ได้ ก็ติดหุ้นกันเป็นแถว”

ปมใหญ่ “ประชากรลด-สังคมสูงวัย”

เหตุผลใหญ่ที่สุด การที่ตลาดหุ้นไทยไม่ไปไหนก็คือ จำนวนประชากรของประเทศที่กำลังลดลง แล้วก็แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การบริโภคน้อยลงตามไปด้วย ทำให้เศรษฐกิจภาพใหญ่ไม่ค่อยโต สินค้าส่วนใหญ่ในประเทศไม่โต แต่ก็มีบางธุรกิจที่ไปได้ เช่น เฮลท์แคร์ เพราะคนแก่ใช้บริการมากขึ้น

“หุ้นที่ยังโตก็มี แต่มันจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นถ้าคุณเป็นนักลงทุน จะยากขึ้นเยอะ เหมือนคุณกําลังงมเข็มในมหาสมุทร ต่อให้คุณเป็นเซียน คุณเก่ง แต่ของมันมีน้อย มันหายาก ผมจึงบอกว่าเซียนก็เหนื่อย”

โดยโครงสร้างที่กำลังเปลี่ยนไป คนเกิดน้อยลง คนแก่มากขึ้น หากยังไม่ได้ทําอะไรที่เป็นเรื่องนวัตกรรม หรือเปลี่ยนวิธีการทํางานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพขึ้น ต่อให้สงครามการค้าจบลง แต่ถ้ายังไม่ได้แก้ปัญหาใหญ่ที่ว่านี้ เศรษฐกิจก็ไม่โต

“หลายประเทศที่เขาเคยประสบอย่างเรา พอเศรษฐกิจมันเริ่มลําบาก โตช้าลง เขาก็ต้องปลี่ยน แล้วคนที่นำการเปลี่ยนแปลง ก็คือรัฐบาล เพราะรัฐมีอํานาจในการที่จะบอกว่าจะทําอะไร จะทุ่มเท หรือประหยัดอย่างไร ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ตรงนี้คือความหวังอันเดียวที่จะแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ คือ รัฐบาลต้องเป็นผู้นํา มีนโยบายอะไรที่มันจะแก้ได้ เราก็พูด เราก็รู้กัน แต่ว่ามันยังไม่เห็น”

ต้องเปลี่ยน Mindset ลงทุน

“ดร.นิเวศน์” กล่าวว่า การเลือกหุ้นต้องประเมินและคาดการณ์ปันผล คาดการณ์จากธุรกิจ หากธุรกิจดี มีรายได้ดี มีกำไรและมีนโยบายจ่ายปันผลชัดเจน เช่น ปันผล 50-60% ของกำไร ซึ่งก็จะบอกเองว่า อีก 5 ปีบริษัทนั้นจะสามารถจ่ายปันผลได้เท่าเดิมหรือไม่ แล้วก็มีบริษัทใหญ่ที่ทำไม่ได้ แต่ก็มีธุรกิจบางธุรกิจที่พอทำได้ แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี หากธุรกิจนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้

“ธุรกิจพวกนี้มี หาไม่ยาก แต่คนเวลาเล่นหุ้น นักลงทุนยังติดกับดัก เพราะเราเติบโตมาจากภาวะที่ตลาดโต ผมจึงต้องบอกว่าต้องเปลี่ยน Mindset ถ้าคุณไม่เปลี่ยน Mindset คุณเสร็จแน่ คุณจะไปเล่นหุ้นโตแล้ว คุณก็คิดว่าหุ้นที่คุณมองอยู่ เดี๋ยวกำไรจะโต มันอาจจะผิด ซึ่งก็อาจจะโต แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะโตได้”

“กูรู VI” ชี้ว่า ถ้ายังอยากลงทุนอยู่ อาจจะต้องเปลี่ยนไปลงในต่างประเทศ ไปหาช่องทางที่ดีกว่า ที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ถ้ายังอยากอยู่เมืองไทย ก็ต้องเปลี่ยนเกม คือ ไม่เล่นหุ้น Growth (หุ้นเติบโต) เพราะประเทศไทยไม่ค่อยมี Growth สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

“ถ้ายังเล่นหุ้น Growth ในที่ที่ไม่มี Growth มันก็ไปไม่ได้ ก็ต้องกลับมาเป็น Value คือ เน้นหุ้นถูก และคำว่าถูก ถ้าถูกที่สุด ก็ใช้เกณฑ์ของ Dividend เกณฑ์ของปันผล นี่คือ Conservative (เล่นแบบระมัดระวัง) สุด ๆ แล้ว คือเล่นแล้ว ก็หวังปันผลเป็นหลัก”

มอง “เวียดนาม” คือ หัวแถว

ทั้งนี้ “ดร.นิเวศน์” มองว่า ประเทศที่เติบโตเร็วต้องเป็นกองหน้า ประเทศที่เติบโตช้าต้องเป็นกองหลัง โดยประเทศเป็นกองหน้าตอนนี้ ตนเองได้ศึกษามานานเป็น 10 ปีแล้ว ก็คือ “เวียดนาม” ซึ่งช่วงตอนหลังอาจจะมีคนบอกว่า “อินเดีย” หรือบางคนก็บอกว่า “อินโดนีเซีย” กําลังมาแรง ก็แล้วแต่คนเลือก

“เวียดนาม ตอนนี้ต้องถือว่าเขาเป็นดาวรุ่ง เป็นดาราของโลกที่ไม่ค่อยมีคนใกล้เคียง เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพ เข้มแข็งพอ ปีนี้อาจจะไม่ดี ก็เป็นระยะสั้น มันมีเวลาดี ไม่ดีทั้งนั้น แต่ว่าเราต้องมองระยะยาว ดูอย่างประเทศไทย สมัยที่เราเติบโตเร็วมาก เราเจอวิกฤตมากี่ครั้ง ลําบากแทบจะตาย แต่ทุกครั้งก็ฟื้นมาได้ เพราะว่าโครงสร้างดีอยู่ ไม่ล่มสลายไป แต่ตอนนี้ปัญหาของเราคือ โครงสร้างมันไม่แข็งแรง มันไม่สามารถที่จะเจอวิกฤต แบบแป๊บเดียว แล้วขึ้นมาใหม่ หรือสะดุดไป 1-2 ปี ก็กลับขึ้นมาใหม่ได้”

วิกฤตรอบนี้มองไม่เห็นโอกาส

“มีคำพูดบอกว่า วิกฤตเป็นโอกาส ผมเองก็พูดมาตลอดว่า วิกฤตปี’40 เป็นโอกาสยิ่งใหญ่ของผม หรือวิกฤตปี’08 ก็ยังเป็นโอกาส แต่ครั้งนี้ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา ที่จริงมันก็ใกล้ ๆ จะวิกฤต แต่มันเป็นวิกฤตที่ผมดูว่าไม่ค่อยมีโอกาส วิกฤต เป็นวิกฤตจริง ๆ ไม่ค่อยมีโอกาส ขนาดมันลงมาขนาดนี้ เราก็ยังไม่เห็นว่า จะไปฉกฉวยโอกาสตรงไหน ผมก็เก็บเงินสด แล้วก็ไปหาโอกาสจากตลาดอื่นที่มันมีโอกาสจริง”

“กูรู VI” ย้ำว่า รอบนี้เป็นวิกฤตที่ยังไม่เห็นโอกาส หุ้นที่บอกกันว่าถูกมาก ตนเองคิดว่าไม่ได้ถูกมาก อาจจะเห็นราคาถูก และ P/E ต่ำ แต่ P/E ที่ต่ำ เป็นเพราะมองว่าอนาคตไม่โต ฉะนั้น คนก็ยังไม่อยากซื้อ อย่างหุ้นที่เคยโตเร็ว ๆ ถ้าเสี่ยงไปซื้อ แล้วราคาหุ้นขึ้นไป เป็นเด้ง ๆ แต่ตอนนี้ลงมาเหลือ P/E 10 เท่า คนก็ไม่อยากซื้อ เพราะว่าอาจจะ 10 เท่าจริง แต่ว่าการเติบโตกําลังถอยลง

“รอบนี้คุณต้องคิดให้ดี มันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง โดย Fundamental ที่บอกว่า ต่อไปนี้ ตลาดหุ้นไทยไม่เหมือนเดิม นักลงทุนไม่เหมือนเดิม เซียนหุ้น ก็ไม่เหมือนเดิม อาจจะหายากขึ้น เซียนหุ้นอาจจะไม่ค่อยมีแล้ว ทุกเซียนลำบากหมด”

“มันหนักตรงที่ว่า มันไม่ได้วูบแรง แต่มันค่อย ๆ ซึมไปเรื่อย ๆ มันเป็นอาการของคนสูงอายุ แต่วิกฤตรอบก่อน ๆ มันเป็นอาการของคนหนุ่มสาวที่ซิ่งเกินไป” กูรู VI กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดใจ ‘ดร.นิเวศน์’ กูรู VI ‘วิกฤตรอบนี้ ผมมองไม่เห็นโอกาส’

|Square

ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ

สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน