ตร.ไทย-เกาหลีระเบิดแก๊งข้ามชาติ! คริปโต-โรแมนซ์สแกม-หวยปลอม วงแตกสะพาน
การปราบปรามข้ามพรมแดนครั้งประวัติศาสตร์ - ตำรวจไทยและเกาหลีร่วมมือทลายเครือข่ายอาชญากรรมดิจิทัลที่ใช้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือหลัก
แก๊งข้ามชาติถูกจับกุมพร้อมหลักฐานการต้มตุ๋นสามรูปแบบ: การหลอกลวงผ่านการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล การสแกมเชิงโรแมนซ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการจำหน่ายหวยผิดกฎหมาย
เทคนิคการดำเนินคดีแบบใหม่ใช้การติดตามบล็อกเชนเพื่อสืบสาวเส้นทางการเงิน - แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายเริ่มตามทันเทคโนโลยี
ทางการเกาหลีเปิดเผยว่าการสกัดกั้นครั้งนี้ป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจได้กว่า 100 ล้านบาท ขณะที่ฝั่งไทยยึดทรัพย์สินดิจิทัลมูลค่าสูง
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการร่วมมือครั้งนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ - แม้บางคนยังคงสงสัยว่าการตามตืบนักต้มตุ๋นจะทันกับการสร้างโครงการใหม่ๆ ของพวกเขาหรือไม่
ในโลกที่การลงทุนคริปโตยังคงเป็นแดนสนธยา บางครั้งตำรวจก็กลายเป็น 'regulator' ที่มีประสิทธิภาพที่สุด - น่าขันที่กลไกตลาดต้องพึ่งพาตำรวจมากกว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์
ตำรวจไทยร่วมมือเกาหลีใต้ทลายเครือข่าย “Lungo Company” ฉ้อโกงข้ามชาติ ใช้กลยุทธ์ฟอกเงินหลายชั้น สับขาหลอกเหยื่อผ่านคริปโต หลอกให้รัก และหวยปลอม รวมความเสียหายกว่า 15 ล้านดอลลาร์ ขณะผู้ต้องหาหลักถูกจับกุมในไทยรอส่งตัวขึ้นศาลเกาหลีใต้
ตำรวจนครบาลกรุงโซลเปิดเผยการจับกุมผู้ต้องสงสัย 25 รายที่เชื่อมโยงกับขบวนการฉ้อโกงดังกล่าว ขณะเดียวกันตำรวจไทยได้เข้าจับกุมหัวหน้าแก๊งและผุ้ร่วมขบวนการอีก 8 ราย รวมทั้งหมด 33 ราย โดย 9 คนสำคัญถูกคุมตัวอยู่ในไทย และอยู่ระหว่างกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปเกาหลีใต้
แก๊ง “Lungo Company” ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มอาชญากรออนไลน์ที่ทำการ "ฟอกเงินซับซ้อนหลายชั้น” (multi-layered laundering) ที่ผสมผสานกลโกงหลากหลายรูปแบบเพื่อพรางร่องรอยการเงิน ซึ่งแตกต่างจากขบวนการเดิมที่มักใช้เพียงกลยุทธ์เดียว เหยื่อจำนวนมากถูกลวงให้โอนเงินผ่านข้ออ้างชดเชยเหตุข้อมูลรั่วไหล ถูกล่อเข้าสัมพันธ์รักออนไลน์ หรือถูกชักชวนลงทุนในคริปโตปลอมผ่านแพลตฟอร์มหลอกลวง
เจ้าหน้าที่สืบสวนเผยว่า “กลุ่มนี้ใช้วิธีการหลายมิติและเป็นระบบ ไม่ใช่การหลอกลวงแบบมิติเดียว แต่ถูกออกแบบให้ซับซ้อนและยากต่อการติดตาม” กลยุทธ์ฟอกเงินยังรวมถึงการใช้บัตรเติมเงิน การถอนเงินสดในคาสิโน การแบ่งธุรกรรมเป็นจำนวนเล็ก ๆ เพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจจับ และขั้นตอนสุดท้ายคือการใช้โบรกเกอร์ OTC รายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านแอปเข้ารหัสอย่าง Telegram และ WeChat
คดีนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากตำรวจโซลเพิ่งกวาดล้างแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์อีกกลุ่มที่โจมตีผู้บริหารและคนดังในเกาหลีใต้ สูญเงินไปกว่า 28.1 ล้านดอลลาร์จากการเจาะระบบการเงินและบัญชีคริปโต
เปิดโปงคดีแฮ็ก LuBian 3.5 พันล้านดอลลาร์ ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บิทคอยน์
รายงานล่าสุดจาก Arkham Intelligence เปิดเผยเหตุการณ์แฮ็กที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อนเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งถูกยืนยันแล้วว่าเป็นการขโมยคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่บิทคอยน์ 127,426 BTC มูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ในเวลานั้น (คิดเป็นเกือบ 14.5 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) ถูกขโมยไปจากพูลขุดบิทคอยน์สัญชาติจีนชื่อ LuBian
การเจาะระบบดังกล่าวอาศัยช่องโหว่ในกระบวนการสร้าง private key ของ LuBian โดยบริษัทดังกล่าวเคยเติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2563 พร้อมโฆษณาตัวเองว่าเป็นแพลตฟอร์มปลอดภัยและให้ผลตอบแทนสูง แต่ต้นปี 2564 พบว่า LuBian กลับหายไปจากตลาดอย่างกะทันหัน จนเกิดกระแสข่าวลือว่าถูกปิดโดยหน่วยงานกำกับดูแลหรือถูกซื้อกิจการ กระทั่งข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่าแท้จริงแล้วเกิดจากการถูกเจาะระบบขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม กว่า 90% ของบิทคอยน์ถูกดูดออกไปภายในวันเดียว และตามด้วยการโอนออกเพิ่มเติมในวันถัดมาผ่าน BTC และ USDT บนเครือข่าย Omni layer เหรียญที่ถูกขโมยส่วนใหญ่ยังคงถูกแช่แข็งอยู่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 โดย LuBian เคยพยายามติดต่อโจรผ่านข้อความ OP_RETURN บนเครือข่ายบิทคอยน์ เสนอรางวัลเพื่อแลกเปลี่ยนคืนทรัพย์สิน
นอกจากนี้ยังมีคดี Mt. Gox เคยสูญบิทคอยน์มากกว่า แต่กรณี LuBian ถือเป็น “การโจรกรรมคริปโตที่ใหญ่ที่สุดที่เคยยืนยันแล้ว” ในแง่มูลค่า ณ เวลาที่เกิดเหตุ ผู้โจมตียังคงเป็นปริศนา และเหรียญที่ถูกขโมยยังไม่เคลื่อนไหวในตลาดจนถึงวันนี้