รัฐบาลฝรั่งเศสล่ม! นายกฯ เอลิซาเบธ บอร์น พ่ายโหวตไม่ไว้วางใจ ส่งประเทศเข้าสู่วิกฤตการเมืองครั้งใหม่ (2025)
- การลงมติไม่ไว้วางใจที่ส่งผลให้รัฐบาลฝรั่งเศสล่มสลาย
- ผลกระทบและทางออกของวิกฤตการเมืองฝรั่งเศส
- ทางเลือกและแนวโน้มทางการเมืองของฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่หลังนายกรัฐมนตรี เอลิซาเบธ บอร์น พ่ายแพ้การลงมติไม่ไว้วางใจในสภาภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2025 ส่งผลให้รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องล้มครืนและประเทศเข้าสู่ช่วงสุญญากาศทางการเมือง
การลงมติไม่ไว้วางใจที่ส่งผลให้รัฐบาลฝรั่งเศสล่มสลาย
การลงมติไม่ไว้วางใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลของบอร์นเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปบำนาญซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ โดยผลการลงมติปรากฏว่า มีสมาสมาชิกสภาภาผู้แทนราราษฎร 364 คนจากทั้งหมด 577 คน (หรือ 63.1%) ลงคะแนนสนับสนุนการลงมติไม่ไว้วางใจ ในขณะที่มีเพียง 194 คนที่คัดค้าน
การลงมติครั้งนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่ของบอร์นและพรรครีพับลิกเอ็งมาร์ช (Republic on the Move) ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง โดยคะแนนเสียงที่ขาดไปถึง 280 เสียงแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรครัฐบาลเอง
ผลกระทบและทางออกของวิกฤตการเมืองฝรั่งเศส
ตามธรรมเนียมการเมืองฝรั่งเศส การพ่ายแพ้โหวตไม่ไว้วางใจหมายความว่านายกรัฐมนตรีบอร์นต้องยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีมามาครงทันที และรัฐบาลชุดปัจจุบันจะอยู่ในสถานะรักษาการจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นในเวลาที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับความท้า้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาเงินเเฟ้อที่สูงถึง 4.4% ในเดือนสิงหาคม (สูงสุดในรอบ 5.1% เมื่อเดือนมีนาคม) และความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก
นักวิเคราะห์จาก BTCC มองว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่ไร้เสถียรภาพนี้อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินฝรั่งเศสในระยะสั้น โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรรัฐบาลที่อาจเผชิญความผันผวน
ทางเลือกและแนวโน้มทางการเมืองของฝรั่งเศส
ขณะนี้ประธานาธิบดีมาครงมีทางเลือกหลัก 3 ทาง ได้แก่ 1) แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคเดิม 2) ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ หรือ 3) สร้างรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองอื่นๆ
นักวิเคราะห์หลายคนคาดว่าว่ามาครงน่าจะเลือกทางเลือกที่ 3 โดยพยายามสร้างความร่วมมือกับพรรคเดโมแครต (MoDem) ของฟรองซัว บายรู ซึ่งเคยให้การสนับสนุนรัฐบาลมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักคือการที่พรรครีพับลิกเอ็งมาร์ชสูญเสียเสียงข้างมากในสภาไปแล้วตั้งแต่การเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปี 2024 ทำให้การผ่านกฎหมายใดๆ จะทำได้ยากขึ้นมาก
หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน