ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนเตือน! Stablecoin สร้างความเสี่ยงระบบการเงิน แต่จีนยังเดินหน้าหน้าพัฒนา ‘หยวนดิจิทัล’ อย่างเต็มที่
- Stablecoin สร้างความเสี่ยงอะไรบ้าง?
- แล้วจีนมีแผนพัฒนาหยวนดิจิทัลอย่างไร?
- อนาคตของสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นอย่างไร?
นายพัน กงเซิง ผู้ว่าการธนาคารประชาชนจีน (PBOC) ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก Stablecoin ต่อระบบการเงินโลก แต่ยืนยันว่าว่าจีนจะยังเดินหน้าพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) หรือ ‘หยวนดิจิทัล’ อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับอนาคต
Stablecoin สร้างความเสี่ยงอะไรบ้าง?
ผู้ว่าว่าการ PBOC ชี้ว่า Stablecoin อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายประการต่อระบบการเงิน ทั้งในด้านเสถียรภาพทางการเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และความมั่นคงของระบบการชำระเงิน โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้งานในวงกว้าง โดยอ้างอิงจากรายงานของ IMF และ World Bank ที่เคยเตือนเกี่ยวกับประเด็นนี้มาก่อน
"Stablecoin ที่ไม่มีกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมอาจสร้างความปั่นป่วนในระบบการเงินได้ หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ใช้ขาดความเชื่อมั่นและรีบถอนเงินออกพร้อมกัน" ผู้ว่าการ PBOC กล่าว
แล้วจีนมีแผนพัฒนาหยวนดิจิทัลอย่างไร?
ถึงแม้จะแสดงความกังวลเกี่ยวกับ Stablecoin แต่ผู้ว่าการ PBOC ยืนยันว่าว่าจีนจะยังเดินหน้าหน้าพัฒนาหยวนดิจิทัล (e-CNY) อย่างเต็มที่ โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับอนาคตของระบบการเงิน
ปัจจุบัน จีนอยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้หยวนดิจิทัลในหลายเมือง และมีแผนขยายการทดลองไปยังพื้นที่อื่นๆ ภายในปี 2026 โดย PBOC เน้นย้ำว่าหยวนดิจิทัลจะถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน และเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงมหภาค (Macro-prudential Mandate) ของธนาคารกลาง
"หยวนดิจิทัลถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความปลอดภัยและเสถียรภาพสูง โดยมีธนาคารกลางเป็นผู้ควบคุมและรับประกันมูลค่า" ผู้แทน PBOC กล่าว
อนาคตของสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นอย่างไร?
ผู้เชี่ยวชาญจาก BTCC มองว่า แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับ Stablecoin แต่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลโดยธนาคารกลาง (CBDC) ทั่วโลกยังคงเดินหน้าหน้าต่อไป โดยจีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวหน้าในการพัฒนามากที่สุด
"ในระยะยาว เราอาจเห็นระบบการเงินที่ผสมผสานระหว่างสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางและ Stablecoin ที่มีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม" นักวิเคราะห์จาก BTCC ให้ความเห็น
ทั้งนี้ PBOC ระบุว่าจะยังคงติดตามพัฒนาการของ Stablecoin อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรับปรุงกรอบกฎหมายและนโยบายเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
บทความนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน