ผู้ก่อตั้ง CoinDCX โดนจับในอินเดียคดีฉ้อโกง แต่บริษัทแฉเป็นฝีมือแก๊งเว็บปลอมกว่า 1,200 แห่ง
- แก๊งเว็บปลอมกว่า 1,200 แห่ง ใช้ชื่อ CoinDCX หลอกลวงนักลงทุน
- CoinDCX ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับเว็บปลอม พร้อมให้ความร่วมมือทางการสอบสวน
- มูลค่าความเสียหายจากเว็บปลอมสูงถึง 44 ล้านดอลลาร์
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคดี CoinDCX
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2026 ผู้ก่อตั้ง CoinDCX ถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงในอินเดีย แต่บริษัทออกมาเปิดเผยว่าเป็นผลงานของแก๊งเว็บปลอมกว่า 1,200 เว็บไซต์ เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการคริปโตเคอร์เรนซีในอินเดียและทั่วโลก
แก๊งเว็บปลอมกว่า 1,200 แห่ง ใช้ชื่อ CoinDCX หลอกลวงนักลงทุน
CoinDCX แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีชั้นนำของอินเดีย ออกมาเปิดเผยว่ามีเว็บไซต์ปลอมกว่า 1,212 แห่งที่ใช้ชื่อและโลโก้ของบริษัทในการหลอกลวงนักลงทุน ข้อมูลจาก CERT-In (Computer Emergency Response Team) ระบุว่าเว็บไซต์ปลอมเหล่านี้เริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ปี 2024 และยังคงดำเนินการมาจนถึงปี 2026 โดยสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนกว่า 71.6 ล้านรูปี (ประมาณ 86,000 ดอลลาร์สหรัฐ)
CoinDCX ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับเว็บปลอม พร้อมให้ความร่วมมือทางการสอบสวน
ทางบริษัท CoinDCX ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเว็บไซต์ปลอมเหล่านี้ และกำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับทางการอินเดียในการสืบสวนคดีดังกล่าว โดยระบุว่ามีการยื่นเรื่องร้องเรียนกับทางการมาตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2026 และได้ระงับการใช้งานเว็บไซต์ปลอมไปแล้วกว่า 1,200 แห่ง
มูลค่าความเสียหายจากเว็บปลอมสูงถึง 44 ล้านดอลลาร์
จากการประเมินของ BTCC ทีมวิเคราะห์คริปโตเคอร์เรนซี มูลค่าความเสียหายจากเว็บปลอมที่ใช้ชื่อ CoinDCX มีสูงถึง 44.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้เริ่มต้นลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีที่ขาดความรู้ความเข้าใจเพียงพอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคดี CoinDCX
ผู้ก่อตั้ง CoinDCX ถูกจับในข้อหาอะไร?
ผู้ก่อตั้ง CoinDCX ถูกจับในข้อหาฉ้อโกงนักลงทุนผ่านเว็บไซต์ปลอม ซึ่งทางบริษัทยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับกิจกรรมเหล่านี้
มีเว็บไซต์ปลอมที่ใช้ชื่อ CoinDCX กี่แห่ง?
จากการตรวจสอบของ CERT-In พบเว็บไซต์ปลอมที่ใช้ชื่อ CoinDCX มากกว่า 1,200 แห่ง
นักลงทุนควรระวังอย่างไร?
นักลงทุนควรตรวจสอบ URL ของเว็บไซต์อย่างละเอียด และเข้าผ่านช่องทางทางการเท่านั้น นอกจากนี้ควรเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) เสมอ