จีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ตกอันดับ 3 ตามหลังญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร
การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในตลาดพันธบัตรโลก! จีนตัดสินใจลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ตกจากอันดับ 2 มาอยู่ที่อันดับ 3 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรแซงหน้าจีนในฐานะผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุด สะท้อนความตึงเครียดทางการค้าและความพยายามลดการพึ่งพาดอลลาร์
นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ’de-dollarization’ ที่จีนดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง - แม้ว่าดอลลาร์จะยังคงเป็นราชาแห่งระบบการเงินโลกอยู่ก็ตาม
จีนลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนมี.ค. ส่งผลให้รั้งอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักรซึ่งแซงขึ้นมาเป็นผู้ถือครองอันดับ 2 เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 16 พ.ค. ระบุว่า ยอดถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองในเดือนมี.ค. โดยเพิ่มขึ้นรวม 2.331 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
จีนเคยเป็นผู้ถือพันธบัตรรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ จนกระทั่งปี 2562 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะขึ้นมาแทนที่ ล่าสุดข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า สหราชอาณาจักรได้แซงหน้าจีนในเดือนมี.ค. ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบสองทศวรรษ ส่งผลให้จีนร่วงไปอยู่ที่อันดับ 3
แม้มีแรงซื้อเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. แต่ในเดือนเม.ย. ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่ายังไม่พบสัญญาณของการเทขายพันธบัตรจากนักลงทุนต่างชาติ
ประเทศที่เพิ่มการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนมี.ค. ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร แคนาดา และเบลเยียม
ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มถูกตั้งคำถามในตลาด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมาตรการเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่เขาเรียกว่าเป็น “วันปลดแอก” ซึ่งกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ รวมถึงส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์และตลาดหุ้นในช่วงเวลานั้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ค. 68)
Tags: จีน, พันธบัตร, สหรัฐ