BTCC / BTCC Square / InfoquestTH /
ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าฯ เม.ย.ร่วงทุกภูมิภาค ภาคธุรกิจสั่นคลื่นจากภาษีทรัมป์

ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าฯ เม.ย.ร่วงทุกภูมิภาค ภาคธุรกิจสั่นคลื่นจากภาษีทรัมป์

Published:
2025-05-15 03:37:06
25
3

ความเชื่อมั่นทางธุรกิจทรุดหนักทั่วประเทศ—นักลงทุนเริ่มหันไปจับตาตลาดคริปโตมากขึ้น หลังมาตรการภาษีของทรัมป์สร้างแรงสั่นสะเทือนในระบบดั้งเดิม

ภาคธุรกิจไทยยังคงเดินบนเส้นบางๆ ระหว่างความไม่แน่นอนทางการเมืองและสงครามการค้าโลก แถมยังต้องแบกรับความเสี่ยงจากตลาดหุ้นที่ผันผวน

แต่ในความวุ่นวายนี้ คริปโตเคอร์เรนซีกลับฉายแววเป็น safe haven ใหม่—諷刺的是 นักการเงินสายดั้งเดิมที่เคยหัวเราะเยาะ Bitcoin กลับเริ่มสะสมเหรียญกันเงียบๆ

นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) เดือนเม.ย.68 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 23-30 เม.ย.68 พบว่า ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 48.3 ลดลงจากระดับ 48.9 ในเดือนมี.ค.68 ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

โดยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเกือบทุกภูมิภาค มีสัญญาณการปรับตัวลดลง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจโดยรวม, การลงทุน, การท่องเที่ยว, การเกษตร, การค้าในจังหวัด, การค้าชายแดน และการจ้างงาน โดยมีเพียงภาคอุตสาหกรรมที่ยังปรับตัวขึ้นเล็กน้อย จากอานิสงส์ของการส่งออกที่ยังขยายตัว จากคำสั่งซื้อที่ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง

ส่วนการลงทุนนั้น ยังไม่มีสัญญาณขยายการลงทุนของภาคเอกชนในช่วงนี้ ซึ่งทำให้เห็นว่า ภาคเอกชนยังชะลอการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนการท่องเที่ยว แม้เดือนเม.ย. เป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่หลายจังหวัดตอบว่าการท่องเที่ยวไม่ได้คึกคักเท่าที่คาดหวังไว้ จะคึกคักเพียงจังหวัดแหล่งท่องเที่ยว ส่วนเมืองรองค่อนข้างเงียบเหงา ส่วนการบริโภค มีสัญญาณคึกคักเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในแต่ละภูมิภาค เดือนเม.ย.68 เป็นดังนี้

– กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดัชนีฯ อยู่ที่ 48.0 ลดลงจากเดือนมี.ค.68 ซึ่งอยู่ที่ 48.9

– ภาคกลาง ดัชนีฯ อยู่ที่ 47.7 ลดลงจากเดือนมี.ค.68 ซึ่งอยู่ที่ 48.5

– ภาคตะวันออก ดัชนีฯ อยู่ที่ 51.7 ลดลงจากเดือนมี.ค.68 ซึ่งอยู่ที่ 52.2

– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีฯ อยู่ที่ 47.4 ลดลงจากเดือนมี.ค.68 ซึ่งอยู่ที่ 47.9

– ภาคเหนือ ดัชนีฯ อยู่ที่ 48.0 ลดลงจากเดือนมี.ค.68 ซึ่งอยู่ที่ 48.9

– ภาคใต้ ดัชนีฯ อยู่ที่ 47.1 ลดลงจากเดือนมี.ค.68 ซึ่งอยู่ที่ 47.7

ปัจจัยลบสำคัญ ที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเม.ย. ได้แก่

1. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 เหลือโต 2.1% จากเดิมคาดโต 3.0% ผลจากแรงกดดันด้านการค้าโลก

2. การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

3. ความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการตอบโต้จากประเทศต่าง ๆ

4. เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ซึ่งกระทบกับยอดขายของธุรกิจ

5. ปัญหาฝุ่น PM2.5 กระทบการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่

6. เงินบาทปรับตัวแข็งค่า

7. กังวลปัญหาภัยแล้ง ที่จะกระทบต่อการใช้น้ำของภาคเกษตร, ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน

8. สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ

ปัจจัยบวก ได้แก่

1. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% ต่อปี

2. นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยว

3. การส่งออกของไทยเดือนมี.ค.68 ขยายตัวสูงถึง 17.84%

4. SET Index เดือนเม.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45.63 จุด

5. ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง

6. เข้าฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ ทำให้อุปสงค์สินค้าเกษตรปรับเพิ่มขึ้นในกลุ่มอาหารสด อาหารแปรรูป และผลไม้

7. ราคาพืชผลเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น หรือทรงตัวในระดับที่ดี

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังมีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไปถึงภาครัฐ ดังนี้

– มาตรการทางการเงินที่ช่วยเหลือสภาพคล่องของภาคธุรกิจ ช่วยดูแลมาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสีย

– การบริหารจัดการน้ำเพื่อจัดสรรให้เพียงพอ และเหมาะสมกับภาคการเกษตร อุปโภค-บริโภค และรวมไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

– มาตรการส่งเสริมช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

– การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนด้านธุรกิจ เช่น การพัฒนาผลิตภาพและประสิทธิภาพธุรกิจ การพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ

– ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่รวมตัวกับเป็นกลุ่มในการผลิตสินค้า

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนเม.ย.68 ปรับตัวลดลงทุกภาค แสดงให้เห็นชัดว่าภาคธุรกิจมีความกังวลผลกระทบที่อาจจะได้รับจากนโยบายการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ และการตอบโต้ระหว่างกันของประเทศคู่ค้า

จุดที่เปราะบางมาก คือ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทุกภมิภาค อยู่ต่ำกว่า 50 ซึ่งเป็นระดับปกติ โดยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนเม.ย.68 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

“บรรยากาศชัดมากว่านักธุรกิจมีความกังวลต่อสถานการณ์ Trade War และการเจรจาการค้าของสหรัฐ โดยจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล, ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วน GDP รวมกันประมาณ 60% ของประเทศ ต่างตอบว่ามีความกังวลความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และการเจรจาการค้า ซึ่งเป็นไปตามที่ IMF มองว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ และจากที่หลายคนมองว่าเศรษฐกิจโลกจะย่อตัวลงอย่างน้อย 0.5% จากที่เคยโต 3% อาจจะเหลือแค่ 2.5% เป็นอย่างน้อย” นายธนวรรธน์ ระบุ

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่คาดว่าการส่งออกไทยปีนี้ จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อย่างน้อยจากการถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10% (Universal tariff) นั้น ม.หอการค้าไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ในกรอบ 1.8-2.2% (ค่ากลาง 2%) อย่างไรก็ดี จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้ง ในเดือน มิ.ย.68

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 68)

|Square

ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ

สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน

Sorumluluk Reddi: Bu platformda yeniden yayınlanan tüm makaleler, kamu ağlarından kaynaklanmaktadır ve yalnızca sektör bilgilerini yayma amacı taşımaktadır. BTCC'nin herhangi bir resmi tutumunu temsil etmez. Tüm fikri mülkiyet hakları asıl yazarlarına aittir. Herhangi bir içeriğin haklarınızı ihlal ettiğine veya telif hakkı ihlali şüphesi olduğuna inanıyorsanız, lütfen [email protected] adresi üzerinden bizimle iletişime geçin. Konuyu derhal ve ilgili yasalara uygun olarak ele alacağız.