ก.ล.ต. สหรัฐฯ และ CFTC ประกาศชัดเจน คริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ ปี 2026
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการการค้าในอนาคต (CFTC) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่าคริปโตเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน การประกาศนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "Joint Harmonization Initiative" ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพสำหรับอุตสาหกรรมบล็อกเชน
ความร่วมมือระหว่าง SEC และ CFTC
การลงนามใน MOU ระหว่าง SEC และ CFTC ในปี 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของคริปโตเคอร์เรนซี โดย Paul Atkins อดีตกรรมการ SEC กล่าวว่า "นี่คือความพยายามที่จะสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว" โครงการนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2568 ภายใต้ชื่อ "Project Crypto" และพัฒนามาเป็น "Joint Harmonization Initiative" ในปัจจุบัน
CLARITY Act และผลกระทบต่อตลาด
CLARITY Act ที่ผ่านมาในปี 2568 เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้คริปโตเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ ยกเว้นกรณีที่มีลักษณะเฉพาะบางประการ Michael Selig จาก CFTC กล่าวว่า "กฎหมายนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ" ข้อมูลจาก CoinMarketCap แสดงให้เห็นว่าตลาดคริปโตมีมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2569
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง Cardano ให้ความเห็นว่า "นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรม" ในขณะที่ทีมวิเคราะห์จาก BTCC มองว่าการประกาศนี้จะช่วยลดความผันผวนในตลาดระยะสั้น แม้ว่าอาจสร้างความสับสนในบางส่วนในช่วงแรกก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย
การประกาศนี้มีผลต่อนักลงทุนอย่างไร?
การประกาศนี้สร้างความชัดเจนทางกฎหมายให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในประเด็นการจัดเก็บภาษีและการรายงานผลกำไร-ขาดทุน อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน
คริปโตใดบ้างที่ยังอาจถูกจัดเป็นหลักทรัพย์?
ตาม CLARITY Act โทเคนที่ออกแบบมาเพื่อระดมทุน (ICO) และมีลักษณะคล้ายหลักทรัพย์ดั้งเดิมอาจยังอยู่ภายใต้การกำกับของ SEC