ราคาทองคำพุ่งทะยานทะลุ 5,200 ดอลลาร์ หลังโดนแรงกระเพื่อมจากนโยบายขึ้นภาษี 15% ทั่วโลกของทรัมป์
- ทองคำทะลุ 5,200 ดอลลาร์ หลังโดนแรงหนุนจากนโยบายภาษีทรัมป์
- ทำไมนโยบายของทรัมป์ถึงส่งผลต่อราคาทองคำ?
- นักวิเคราะห์มองว่าทองคำจะไปต่ออย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อย
ราคาทองคำทำสถิติเสียงสูงใหม่ทะลุ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 หลังโดนแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 15% ส่งผลให้นักลงทุนแห่เทเงินลงทุนในทองคำซึ่งการพิจารณาสินทรัพย์ปลอดภัย
ทองคำทะลุ 5,200 ดอลลาร์ หลังโดนแรงหนุนจากนโยบายภาษีทรัมป์
ราคาทองคำพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,202.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเวลา 13:00 น. ตามเวลาไทย โดยปรับตัวขึ้น 2.04% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 15% ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินโลก
นักวิเคราะห์จาก BTCC ระบุว่า "ทองคำกำลังได้รับความนิยมในฐานะ safe-haven asset หลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง การขึ้นภาษีของทรัมป์สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก และนักลงทุนกำลังมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย"
| ข้อมูลราคาทองคำ | ค่า |
|---|---|
| ราคาสูงสุด | 5,202.32 ดอลลาร์/ออนซ์ |
| เวลา | 13:00 น. (เวลาไทย) |
| การเปลี่ยนแปลง | +2.04% (24 ชม.) |
จากข้อมูลของ TradingView แสดงให้เห็นว่ากราฟราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการประกาศข่าว โดยมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ตลาดยังคงจับตาการเคลื่อนไหวต่อไป เนื่องจากมาตรการทางการค้าของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง นักลงทุนจึงยังคงให้ความสนใจกับทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ทำไมนโยบายของทรัมป์ถึงส่งผลต่อราคาทองคำ?
มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า 15% โดยอดีตผู้นำสหรัฐฯ สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินโลก ส่งผลให้ราคาทองคำแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักวิเคราะห์ระบุว่ามาตรการนี้เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนหันมาสะสมทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
| ปัจจัยผลักดัน | ผลกระทบ |
|---|---|
| มาตรการทางการค้า | เพิ่มความผันผวนในตลาด |
| ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย | กระแสเงินไหลเข้าสู่ทองคำ |
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำในระยะกลาง:
- แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ
- ความต้องการป้องกันความเสี่ยง
- สถานการณ์การเมืองโลก
นักลงทุนควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน เนื่องจากความผันผวนอาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยต่างๆ ที่ยากจะคาดการณ์
นักวิเคราะห์มองว่าทองคำจะไปต่ออย่างไร?
ราคาทองคำได้ทะยานขึ้นสูงเกิน 5,200 ดอลลาร์ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก 15% ส่งผลให้นักลงทุนแห่เทเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
จากข้อมูลตลาดล่าสุด ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 2.04% อยู่ที่ 5,202.32 ดอลลาร์ โดยนักวิเคราะห์จาก Interactive Investor ให้ความเห็นว่า "ทองคำกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่แข็งแกร่ง" ขณะที่ AJ Bell มองว่าการขึ้นภาษีของทรัมป์จะสร้างแรงหนุนให้ทองคำในระยะยาว
แนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้น
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะอยู่ในช่วง 5,180-5,250 ดอลลาร์ในระยะสั้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจาก:
- ความไม่แน่นอนทางการค้าโลก
- ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น
- แรงกดดันจากเงินเฟ้อ
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายเตือนว่าอาจเกิดการปรับตัวลงชั่วคราวหากสถานการณ์การค้าโลกคลี่คลาย โดยราคาอาจกลับมาทดสอบที่ระดับ 5,150 ดอลลาร์ก่อนจะกลับมาเดินหน้าต่อ
| บริษัทวิเคราะห์ | แนวโน้ม | ระดับราคาเป้าหมาย |
|---|---|---|
| Interactive Investor | ขาขึ้นแข็งแกร่ง | 5,220-5,250 ดอลลาร์ |
| AJ Bell | ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาษี | 5,180 ดอลลาร์ขึ้นไป |
ทั้งนี้ CoinCodex คาดการณ์ว่าทองคำอาจแตะระดับ 10,262 ดอลลาร์ภายในปี 2026 หากความตึงเครียดทางการค้ายังคงดำเนินต่อไป
นักวิเคราะห์จาก Interactive Investor เน้นย้ำว่า "ทองคำยังมีพื้นที่สำหรับการปรับตัวขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะในสภาวะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเงินโลกยังคงสูง" ขณะที่ AJ Bell ชี้ว่าการขึ้นภาษี 15% ของทรัมป์จะส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมทองคำถึงขึ้นสูงหลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี?
เพราะนักลงทุนมองว่าทองคำเป็น safe-haven asset ที่ปลอดภัยในช่วงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ การขึ้นภาษีสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนเทเงินเข้าสู่ทองคำ
ราคาทองคำจะขึ้นไปถึงไหนในปี 2026?
นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าอาจทะลุ 10,000 ดอลลาร์ หากสถานการณ์ยังตึงเครียดต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ควรลงทุนในทองคำตอนนี้หรือไม่?
ทองคำยังน่าสนใจในระยะยาว แต่ควรกระจายความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน