ยอดใช้งาน AI ที่พุ่งสูงอาจดันการปล่อยคาร์บอนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 900,000 ตันภายในปี 2026
- AI ใช้พลังงานเทียบเท่ากับ 300,000 ครัวเรือน
- เปรียบเทียบ AI กับ Bitcoin Mining
- แนวโน้มและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- คำถามที่พบบ่อย
การใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอาจส่งผลให้สหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นถึง 900,000 ตันภายในปี 2026 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 0.02% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดของประเทศ จากการศึกษาล่าสุดพบว่าการใช้งาน AI ใช้พลังงานถึง 12 Petajoules ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้พลังงานของครัวเรือนกว่า 300,000 ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกา
AI ใช้พลังงานเทียบเท่ากับ 300,000 ครัวเรือน
จากการศึกษาของ Environmental Research Letters พบว่าการใช้งาน AI ในปี 2026 จะใช้พลังงานถึง 12 Petajoules ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้พลังงานของครัวเรือนกว่า 300,000 ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกา โดยการปล่อยคาร์บอนจาก AI จะอยู่ที่ประมาณ 56 ตันต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับการขุด Bitcoin ที่ปล่อยคาร์บอนประมาณ 48-69 ตันต่อปี
เปรียบเทียบ AI กับ Bitcoin Mining
การศึกษาพบว่า AI ปล่อยคาร์บอนประมาณ 32.6-79.7 ตันต่อปี ขณะที่ Bitcoin mining ปล่อยคาร์บอนประมาณ 39.8-69 ตันต่อปี ในปี 2022 IMF รายงานว่า Bitcoin มีส่วนทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนประมาณ 0.7% ของการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก และคาดว่าในปี 2027 Data Centers จะปล่อยคาร์บอนประมาณ 450 ตัน หรือ 1.2% ของการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก
แนวโน้มและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า การใช้งาน AI อาจเพิ่มขึ้นอีก 3-5 เท่า ซึ่งจะส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ Bitcoin mining มีแนวโน้มที่จะลดลงเนื่องจากเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
AI ปล่อยคาร์บอนมากกว่า Bitcoin Mining จริงหรือ?
จากการศึกษาพบว่า AI ปล่อยคาร์บอนประมาณ 56 ตันต่อปี ขณะที่ Bitcoin mining ปล่อยคาร์บอนประมาณ 48-69 ตันต่อปี ดังนั้นทั้งสองเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงกัน
จะลดการปล่อยคาร์บอนจาก AI ได้อย่างไร?
หนึ่งในวิธีลดการปล่อยคาร์บอนจาก AI คือการใช้พลังงานหมุนเวียนใน Data Centers และพัฒนาอัลกอริธึมที่ใช้พลังงานน้อยลง
Bitcoin mining มีแนวโน้มลดลงจริงหรือ?
ใช่ เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Proof-of-Stake ที่ใช้พลังงานน้อยกว่า Proof-of-Work กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น