อังกฤษ-สหรัฐฯ จับมือกันตั้ง ’หน่วยเฉพาะกิจ’ ปฏิวัติกฎคริปโตครั้งประวัติศาสตร์!
สองยักษ์ใหญ่ทางการเงินโลกประกาศพันธมิตรครั้งสำคัญ - สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริการ่วมกันก่อตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมายคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเร่งด่วน
ความร่วมมือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
หน่วยงานกำกับดูแลจากทั้งสองฝ่ายกำลังรวมทีมผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนและนโยบายดิจิทัล - เป้าหมายคือสร้างมาตรฐานร่วมที่ส่งเสริมนวัตกรรมในขณะที่ปกป้องนักลงทุน
ปฏิวัติกรอบกฎหมายแบบเดิม
ทีมงานเฉพาะกิจจะมุ่งเน้นที่การพัฒนากลไกการกำกับดูแลที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดดิจิทัล - ลดขั้นตอนระบบราชการที่ล้าสมัยและเปิดทางให้บริษัท fintech เติบโตได้อย่างอิสระมากขึ้น
โอกาสทองสำหรับตลาดคริปโต
ความชัดเจนทางกฎหมายจากสองเศรษฐกิจชั้นนำของโลกจะดึงดูดสถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรม - สัญญาณบวกที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะผลักดันการยอมรับในระดับ mainstream
แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินแบบดั้งเดิมยังต้องยอมรับ - เมื่อ FSA และ SEC จับมือกัน นั่นหมายถึงคริปโตกำลังเปลี่ยนจากสินทรัพย์ชายขอบมาเป็นกระแสหลักอย่างแท้จริง
Taskforce ข้ามมหาสมุทร ภารกิจลดขั้นตอน-เปิดประตูสู่ตลาดทุน
กระทรวงการคลังของอังกฤษเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า หน่วยงานใหม่นี้ซึ่งมีชื่อว่า “Transatlantic Taskforce for Markets of the Future” จะมีหน้าที่ในการหาแนวทางที่จะลด “เทปแดง” หรือขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนสำหรับบริษัทต่างๆ และจะรายงานผลกลับภายใน 180 วัน
การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจนี้ได้รับการอนุมัติโดยรัฐมนตรีคลังของอังกฤษ เรเชล รีฟส์ (Rachel Reeves) และรัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ในระหว่างการเดินทางเยือนอังกฤษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยหน่วยงานใหม่นี้จะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการคลังและหน่วยงานกำกับดูแลของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมกัน
เบื้องหลังดีล เมื่ออังกฤษกลัว ‘ตกขบวน’ หลัง Brexit
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลอย่างหนักของอังกฤษ หลังจากที่อุตสาหกรรมบริการทางการเงินของประเทศต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาสถานะความเป็นผู้นำในยุโรปหลังจากการลงประชามติ Brexit ในปี 2016 ซึ่งส่งผลให้บริษัทจำนวนมากย้ายการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลักของตนไปยังสหรัฐอเมริกา
เพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเอง อังกฤษได้พยายามที่จะปรับแนวทางของตนให้สอดคล้องกับสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเลือกที่จะใช้กฎระเบียบที่มีอยู่เดิมในการกำกับดูแลภาคส่วนนี้ แทนที่จะสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเหมือนที่สหภาพยุโรปทำ
ที่มา: reuters