HashKey เผยเคล็ดลับ: การจัดการคลังคริปโตที่ดีคือเกราะป้องกันความผันผวนในระยะยาว
ท่ามกลางตลาดที่ผันผวนรุนแรง HashKey ชี้ว่าการจัดการคลังคริปโตอย่างมืออาชีพคือปัจจัยเอาชีวิตรอด
กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง: ไม่ใช่แค่การถือครองแต่ต้องบริหารอย่างมีระบบ
การจัดสรรพอร์ตโฟลิโอที่เหมาะสมช่วยลดการสูญเสียเมื่อตลาดร่วงกว่า 50%
สถาบันการเงินระดับโลกเริ่มนำโมเดลการจัดการคลังดิจิทัลไปปรับใช้—บางแห่งทำได้ดีกว่าการจัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์เสียอีก
ในโลกที่ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน การไม่บริหารคลังคริปโตก็เหมือนกับการขับรถปิดตาในทางโค้ง
HashKey เปิดตัวกองทุน DAT มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์
เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ HashKey ได้เปิดตัวกองทุน DAT ขนาด 500 ล้านดอลลาร์ในฮ่องกง โดยเน้นลงทุนใน Bitcoin และ Ethereum พร้อมกระจายไปยังโครงสร้างพื้นฐานแบบ on-chain บริการฝากสินทรัพย์ และระบบนิเวศที่กำกับดูแล
Chao ระบุว่า กองทุนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้บริการแก่ บริษัทและสถาบันการเงิน ที่ต้องการใช้คริปโตในเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่แค่ถือครองเพื่อหวังผลกำไรระยะสั้น แต่ยังสามารถเกาะกระแสการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานคริปโตได้ด้วย
DAT และ ETF ไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่ช่วยกัน
Chao ชี้ว่า DAT และ ETF ไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน โดย ETF คือเครื่องมือการลงทุนสำหรับนักลงทุนทั่วไป ส่วน DAT คือ “คลังสินทรัพย์ดิจิทัล” สำหรับบริษัทที่ต้องการฝังคริปโตไว้ในโครงสร้างระยะยาว
ข้อมูลล่าสุดเผยว่า กองทุน Bitcoin ETF แบบ Spot มีสินทรัพย์รวม 152.31 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 6.63% ของมูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ขณะที่บริษัทมหาชนถือครอง BTC รวมกว่า 1.11 ล้านเหรียญ คิดเป็น 1.28 แสนล้านดอลลาร์
Sourcr: Cointelegraph