สันติธาร เผย ดีลภาษีสหรัฐ-เวียดนาม ยังคลุมเครือ! ชี้ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้าง-นโยบายด่วน
ความไม่ชัดเจนของข้อตกลงภาษีระหว่างสหรัฐและเวียดนามกำลังสร้างความกังวลในวงการเศรษฐกิจ
สันติธารออกมาแสดงความเห็นว่าไทยควรเตรียมพร้อมปรับโครงสร้างและนโยบายเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการปรับตัว แต่ต้องทำอย่างรวดเร็วและตรงจุด
"นี่อาจเป็นโอกาสทองของไทยที่จะแซงคิวเวียดนาม... ถ้าทำถูกทาง" - ความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ
ระหว่างที่รัฐบาลยังคงพูดถึง 'ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ' แต่ตลาดหุ้นก็ยังคงผันผวนเหมือนการลงทุนในคริปโตช่วงขาลง
แล้วไทยควรถามตัวเองอะไรบ้าง ?
1. สูตร 40-20-10-0 จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ สำหรับประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐฯ หรือไม่ หากเวียดนามกลายเป็นต้นแบบ และสหรัฐฯ นำแนวทางนี้ไปใช้กับประเทศอื่น ไทยต้องเตรียมพร้อมทั้งในแง่การเจรจาเชิงนโยบาย และการปรับตัวเชิงโครงสร้าง
2. หากไทยต้อง ‘เปิดหมด’ ให้สินค้าสหรัฐแนวเดียวกับเวียดนาม ผลกระทบคืออะไร เรามีมาตราการเยียวยาอุตสาหกรรมและ ผู้ถูกกระทบโดยเฉพาะคนตัวเล็กพอไหม
3. ระบบพิสูจน์ “แหล่งที่มา” ของสินค้าจากไทย เข้มแข็งพอหรือยัง ถ้าภาษีขึ้นกับสัดส่วนของชิ้นส่วนนำเข้า ประเทศที่ไม่มีระบบตรวจสอบที่เชื่อถือได้อาจถูกตีความให้ต้องเสียภาษีสูงเกินจริง แม้จะไม่ได้ทำผิด
4. ถ้าไทยต้องดีลแบบเดียวกัน “ใครได้-ใครเสีย” และภาษีจะหนักหรือเบาแค่ไหน บางอุตสาหกรรมอาจได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดสหรัฐ ขณะเดียวกัน บางอุตสาหกรรมในประเทศอาจโดนสินค้านำเข้าแย่งตลาด
ส่วนภาษีที่ไทยจะเจอ จะขึ้นกับ 2 ปัจจัย :
- ไทยเจรจาได้ดีแค่ไหน
- โครงสร้าง supply chain ของเรามี foreign content และสินค้าปลอมตัวเป็นไทยมากแค่ไหน
5. ไทยพร้อมจะ “ยกเครื่องโครงสร้างการผลิต” เพื่อสร้างแต้มต่อหรือยัง ?
สูตร 40-20-10-0 ไม่ใช่แค่ภาษี แต่มันสะท้อนว่าโลกการค้าใหม่อาจจะให้รางวัลกับประเทศที่สร้างมูลค่าในประเทศได้จริง (มากยิ่งกว่าเดิม) จึงต้องเร่งลงทุนและปรับฐานการผลิตใหม่ ไม่ให้ตกขบวนของโลกยุคใหม่
ข้อตกลงเวียดนาม–สหรัฐฯ ไม่ใช่จุดจบ แต่คือ จุดเริ่มต้นของแนวทางการค้าแบบใหม่ ขอเป็นกำลังใจให้ทีมไทยแลนด์ที่กำลังเจรจาครับ
อ่านข่าวต้นฉบับ: สันติธาร มอง ดีลภาษีสหรัฐ-เวียดนาม ยังไม่ชัด แนะไทยพร้อมปรับโครงสร้าง-นโยบาย