เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2568 อึมครึม! นักธุรกิจผวา-ชะลอลงทุน หวั่นการเมืองไร้เสถียรภาพ
- เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2568 จะเป็นอย่างไร?
- ผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ
- ภาคเอกชนกังวลอะไรบ้าง?
- ความท้าทายของครม.ชุดใหม่
- มุมมองจากภูมิภาค
- คำถามที่พบบ่อย
วิกฤตการเมืองไทยล่าสุดหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกฯ แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2568 อยู่ในภาวะไม่แน่นอน นักเศรษฐศาสตร์และภาคธุรกิจต่างออกมาแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งการชะลอตัวของการลงทุน ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ที่ไทยอาจเสียเปรียบ
เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2568 จะเป็นอย่างไร?
ดร.อมรเทพ จาวะลา จาก CIMBT วิเคราะห์ว่าสถานการณ์การเมืองครั้งนี้สร้างความไม่แน่นอนในระยะสั้น ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอาจใช้ท่าที "รอดูสถานการณ์" (Wait and See) ส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนใหม่ชะลอตัว ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนก็อาจลดลง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐ
ด้านนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าแรงหนุนเศรษฐกิจจากภาครัฐจะสะดุด เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณหรือการอนุมัติโครงการต่าง ๆ อาจล่าช้า โดยเฉพาะงบลงทุนด้านก่อสร้างซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะนี้
ผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ
นักวิเคราะห์จากทิสโก้ชี้ว่าหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณและชะลอแผนการลงทุนออกไปในช่วงสั้น ๆ เพื่อรอดูเสถียรภาพของรัฐบาล คาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.1% จากกรอบจีดีพีที่คาดไว้ขยายตัว 1.6%
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบน่าจะเป็นเพียงชั่วคราว และไม่รุนแรงเท่ากับกรณีที่มีการยุบสภาที่จะกระทบต่องบประมาณปี 2569 โดยตรง
ภาคเอกชนกังวลอะไรบ้าง?
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา จากหอการค้าไทยแสดงความกังวลเรื่องการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ที่ควรเร่งให้ผ่านไปให้ได้ ส่วนในระยะยาว ภาคเอกชนต้องการเห็นความมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น
ขณะที่นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต จากสมาคมอาคารชุดไทย มองว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้แนวทาง "รอดูสถานการณ์" เนื่องจากมีแรงกดดันจากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ความท้าทายของครม.ชุดใหม่
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมองว่า ครม.ชุดใหม่มีทางเลือกไม่มากนักเนื่องจากข้อจำกัดของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แต่หวังว่ารัฐบาลจะทำงานหนักด้วยนโยบายที่สร้างสรรค์และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
ด้านนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล จาก CISPI ให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ไทยว่า การที่ น.ส.แพทองธาร ดำรงตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม จะช่วยผลักดันทั้ง 14 กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มุมมองจากภูมิภาค
นายกรกฎ เตติรานนท์ จากหอการค้าภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยแสดงความกังวลว่าภาพรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพจะส่งผลกระทบต่อการเจรจากับต่างประเทศ และทำให้ส่วนภูมิภาคขาดการเหลียวแลมากขึ้น
ขณะที่ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ จากหอการค้าเชียงใหม่ชี้ว่าโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงสู่ภาคเอกชนให้เร็วที่สุดก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
คำถามที่พบบ่อย
เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2568 จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน?
นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบประมาณ 0.1% จากกรอบจีดีพีที่คาดไว้ขยายตัว 1.6% โดยผลกระทบหลักจะอยู่ที่การชะลอตัวของการลงทุนและการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ
ภาคธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไร?
ภาคธุรกิจควรใช้แนวทาง "รอดูสถานการณ์" (Wait and See) ในระยะสั้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐหรือเกี่ยวข้องกับการลงทุนขนาดใหญ่ ควรวางแผนสำรองสำหรับกรณีที่มีความล่าช้าในการอนุมัติโครงการต่างๆ
การเมืองจะส่งผลต่อการเจรจาการค้าอย่างไร?
แม้การเจรจาระยะสั้นอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่คู่เจรจาอาจใช้โอกาสนี้ต่อรองเงื่อนไขทางการค้าได้มากขึ้นหากมองว่ารัฐบาลไทยมีสถานะการเมืองอ่อนแอลง โดยเฉพาะการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ที่ไทยอาจเสียเปรียบ