BTCC / BTCC Square / T0k3nX /
รื้อกฎเก่า! รักษาการประธาน CFTC สั่งยกเลิกแนวทางคริปโตที่ ‘ล้าหลัง’ เร่งหนุนนวัตกรรมปี 2025

รื้อกฎเก่า! รักษาการประธาน CFTC สั่งยกเลิกแนวทางคริปโตที่ ‘ล้าหลัง’ เร่งหนุนนวัตกรรมปี 2025

Author:
T0k3nX
Published:
2025-12-12 21:09:01


การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นในวงการคริปโตเคอร์เรนซี! Caroline D. Pham รักษาการประธานคณะกรรมการการค้าเงินตราสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (CFTC) ของสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกแนวทางปฏิบัติที่ล้า้าสมัยเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมบล็อกเชน นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ปี 2025 ที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตทั่วโลก

การปฏิรูปนโยบายครั้งสำคัญ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมบล็อกเชน

ในวันที่ 11 ธันวาคม 2025 Caroline D. Pham ได้ประกาศยกเลิก "แนวทางปฏิบัติล้าสมัย" ที่ขัดขวางการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี เ เธอกล่าวว่า "นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องทบทวนกฎเก่าๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป"

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกระบวนการ "Crypto Sprint" ที่ CFTC จัดขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม กระบวนการนี้ช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตลาด

ทีมวิเคราะห์ของ BTCC มองว่าว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของหน่วยงานกำกับดูแลในการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ผลกระทบต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซีทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านต่อไปนี้:

  • การเปิดกว้างสำหรับนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้าน DeFi และ Web3
  • กระบวนการอนุมัติที่รวดเร็วขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้บล็อกเชน
  • ความชัดเจนทางกฎหมายสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

จากข้อมูลของ CoinMarketCap ราคาของ Bitcoin และ Ethereum มีปฏิกิริยาเชิงบวกต่อข่าวนี้ทันทีหลังการประกาศ

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะถูกมองในแง่บวกโดยส่วนใหญ่ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็เตือนว่าว่ายังมีความท้าทายที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและความมั่นคงของระบบการเงิน

หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน

|Square

ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ

สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน