BTCC / BTCC Square / LedgerRavenZ /
โรคเลื่อนกำเริบ! ศาลสูงสุดสหรัฐฯ “เบี้ยว” ตัดสินคดีภาษีทรัมป์เป็นรอบที่ 3 นักลงทุนเก้อทั่วโลก

โรคเลื่อนกำเริบ! ศาลสูงสุดสหรัฐฯ “เบี้ยว” ตัดสินคดีภาษีทรัมป์เป็นรอบที่ 3 นักลงทุนเก้อทั่วโลก

Published:
2026-01-21 01:19:01


ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินคดีภาษีนำเข้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 3 สร้างความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเลื่อนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะภาษีมาตรา 232 ที่มีมูลค่ากว่า 1,300 ล้านดอลลาร์

เกิดอะไรขึ้นกับคดีภาษีทรัมป์?

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ออกคำวินิจฉัยในคดีความถูกต้องของมาตรการภาษีนำเข้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 20 มกราคม 2026 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ที่ศาลเลื่อนการตัดสินคดีนี้ โดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ

ผลกระทบต่อตลาดการเงินเป็นอย่างไร?

การเลื่อนการตัดสินคดีสร้างความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก ดัชนีดาวโจนส์ร่วงกว่า 3.8% ในวันเดียว ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากเริ่มถอนเงินออกจากตลาดเสี่ยง ตามข้อมูลจาก NBER พบว่ามูลค่าการซื้อขายลดลงกว่า 8% ในวันเดียว

ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ?

คดีนี้เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีนำเข้าตามมาตรา 232 ที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ ซึ่งมีผลกระทบต่อการค้าโลกมูลค่ากว่า 1,300 ล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์จาก BTCC ให้ความเห็นว่า "ความไม่แน่นอนคือศัตรูตัวร้ายของตลาดการเงิน"

อนาคตของคดีนี้จะเป็นอย่างไร?

ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการใหม่สำหรับการตัดสินคดี นักกฎหมายหลายคนคาดว่าศาลอาจรอจนกว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของมาตรการภาษีนี้

คำถามที่พบบ่อย

คดีภาษีทรัมป์เกี่ยวข้องกับอะไร?

คดีนี้เกี่ยวข้องกับความถูกต้องตามกฎหมายของมาตรการภาษีนำเข้าที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้เมื่อปี 2018 ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้า

ทำไมศาลถึงเลื่อนการตัดสินหลายครั้ง?

นักวิเคราะห์เชื่อว่าศาลอาจต้องการเวลาศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนของมาตรการนี้ หรืออาจกำลังรอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

นักลงทุนควรทำอย่างไรในสถานการณ์นี้?

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กระจายความเสี่ยงและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน

|Square

ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ

สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน