BTCC / BTCC Square / InfoquestTH /
ทรัมป์โยนระเบิดภาษี! ขึ้นนำเข้าเหล็ก-อะลูมิเนียม 50% เริ่ม 4 มิ.ย.

ทรัมป์โยนระเบิดภาษี! ขึ้นนำเข้าเหล็ก-อะลูมิเนียม 50% เริ่ม 4 มิ.ย.

Published:
2025-05-30 22:03:14

ตลาดโลหะระส่ำ! โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมเป็น 50% เริ่มบังคับใช้ 4 มิถุนายนนี้

นักวิเคราะห์เตือน - มาตรการนี้อาจซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อ แต่นักลงทุนวอลล์สตรีทกลับยิ้มได้เพราะหุ้นเหล็กท้องถิ่นพุ่งปรี๊ด

แซ่บแทรก: นโยบาย ’America First’ ฉบับนี้ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า FED อาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย...อีกแล้ว

สหรัฐฯ เตรียมเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจาก 25% เป็น 50% โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศแผนดังกล่าวในวันศุกร์ (30 พ.ค.) ในระหว่างการปราศรัยที่โรงงานเหล็กของบริษัทยูเอส สตีล (US Steel) ในเมืองมอน วัลเลย์ รัฐเพนซิลเวเนีย

ทรัมป์ระบุว่า การขึ้นภาษีนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยกล่าวว่า มาตรการใหม่นี้จะช่วยรักษาความมั่นคงให้อุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐฯ และยังเสริมอีกว่าภาษีที่เพิ่มขึ้นจะครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมด้วย โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังได้ชูข้อตกลงระหว่างบริษัทนิปปอน สตีล (Nippon Steel) และยูเอส สตีล (US Steel) มูลค่า 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเขามองว่าจะช่วยรักษาตำแหน่งงานของแรงงานในสหรัฐฯ ได้

หุ้นของบริษัทคลีฟแลนด์-คลิฟส์ (Cleveland-Cliffs Inc) ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ พุ่งขึ้นถึง 26% หลังจากตลาดปิดทำการ เนื่องจากนักลงทุนคาดว่ามาตรการภาษีใหม่จะช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัท

ทรัมป์ประกาศนโยบายนี้ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเขากล่าวหาว่าจีนละเมิดข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในการลดภาษีและข้อจำกัดทางการค้าสำหรับแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นผู้นำเข้าเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก (ยกเว้นสหภาพยุโรป) โดยในปี 2567 มีปริมาณนำเข้าเหล็กถึง 26.2 ล้านตัน ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าภาษีใหม่นี้จะกระทบราคาในตลาดเหล็กโดยรวม และจะกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมและผู้บริโภคในประเทศ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 พ.ค. 68)

Tags: ขึ้นภาษี, ภาษีนำเข้า, อะลูมิเนียม, เหล็ก, โดนัลด์ ทรัมป์

|Square

ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ

สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน