BTCC / BTCC Square / InfoquestTH /
เหตุกราดยิงใกล้พิพิธภัณฑ์ยิวในวอชิงตัน: การโจมตีแบบเจาะจงที่สั่นคลอนความปลอดภัยในเมืองหลวง

เหตุกราดยิงใกล้พิพิธภัณฑ์ยิวในวอชิงตัน: การโจมตีแบบเจาะจงที่สั่นคลอนความปลอดภัยในเมืองหลวง

Published:
2025-05-22 22:52:16

ความรุนแรงที่พุ่งเป้าไปที่สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดในยุคที่ความเกลียดชังยังคงทำเงินได้ดีสำหรับบางอุตสาหกรรม

เมื่อกระสุนถูกยิงในย่านวัฒนธรรมของกรุงวอชิงตัน หลายคนตั้งคำถามว่าเราใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ - หรือแค่พอให้ประกันภัยเพิ่มพรีเมียม?

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประจำกรุงวอชิงตันดีซี จำนวน 2 รายถูกยิงเสียชีวิตใกล้พิพิธภัณฑ์ยิวเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 พ.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงสอบสวนเหตุกราดยิง โดยผู้ก่อเหตุที่ตะโกนว่า “ปลดปล่อย ปาเลสไตน์”

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เอเลียส โรดริเกซ ชายชาวชิคาโก วัย 31 ปี ถูกกล่าวหาว่าเปิดฉากยิงใส่ผู้คนบริเวณดังกล่าว โดยในเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาระบุว่า โรดริเกซกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุว่า “ผมทำเพื่อปาเลสไตน์ ผมทำเพื่อกาซา” ขณะที่พยานหลายคนระบุว่าเขาตะโกนว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” หลังถูกจับกุม

ตามข้อมูลจากบัญชีทางการของอิสราเอลบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เหยื่อทั้งสองรายเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอล ได้แก่ ยารอน ลิชินสกี วัย 30 ปี และซาราห์ มิลกริม วัย 26 ปี ทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่งโรจน์ของชีวิตและวางแผนจะแต่งงานกันในเร็ว ๆ นี้

เหตุการณ์กราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธ ขณะที่เหยื่อกำลังเดินออกจากงานสำหรับกลุ่มนักวิชาชีพรุ่นใหม่และนักการทูต ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการชาวยิวอเมริกัน (AJC) องค์กรต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติยิวและสนับสนุนอิสราเอล

แดน บอนจิโน รองผู้อำนวยการ FBI ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า เบื้องต้นมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเป็นการโจมตีที่เจาะจงเป้าหมาย โดยรายงานระบุว่าผู้ก่อเหตุมุ่งเป้าไปที่งานดังกล่าว แม้ไม่ได้เจาะจงบุคคลใดก่อนลงมือใกล้พิพิธภัณฑ์

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 พ.ค. 68)

Tags: FBI, กราดยิง, กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., ปาเลสไตน์, พิพิธภัณฑ์, สหรัฐ

|Square

ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ

สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน