BTCC / BTCC Square / D3F1 /
ไทยยอมลดภาษี 0% ให้สหรัฐ สู้เต็มที่! แต่หวั่นต่างชาติถอนทุนหนีภาษี 36%

ไทยยอมลดภาษี 0% ให้สหรัฐ สู้เต็มที่! แต่หวั่นต่างชาติถอนทุนหนีภาษี 36%

Author:
D3F1
Published:
2025-07-09 20:53:02


การเจรจาไทย-สหรัฐร้อนระอุ! หลังทรัมป์ประกาศเก็บภาษีตอบโต้ 36% กับสินค้าไทย เริ่ม 1 ส.ค.นี้ ทีมเจรจาไทยปรับแผนด่วน เสนอลดภาษี 0% ให้สินค้าสหรัฐกว่า 90% พร้อมยืนยันสู้ไม่ถอย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนผลกระทบรุนแรงกว่าตัวเลขส่งออก เสี่ยงสูญเสีย FDI ต่างชาติถอนทุนหนีไปประเทศเพื่อนบ้านที่ภาษีถูกกว่า ขณะที่ ส.อ.ท. คาดส่งออกเสียหายสูงถึง 9 แสนล้านบาท

วิกฤตภาษี 36% ที่ไทยต้องเผชิญ

สถานการณ์การค้าระหว่างไทย-สหรัฐกำลังร้อนระอุ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีประเทศที่ถูกขึ้นภาษีในลักษณะเดียวกันกว่า 10 ประเทศ ซึ่งสหรัฐได้ให้เวลาประเทศเหล่านี้เจรจาต่อรองจนถึงเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย จาก KKP ให้ความเห็นว่า อัตราภาษี 36% ถือเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับไทย และสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามถึง 16% ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐถึง 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด หรือประมาณ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

แผนสู้ของไทย: ลดภาษี 0% ให้สหรัฐกว่า 90%

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทีมเจรจาไทยได้ปรับแผนใหม่ โดยเสนอลดภาษีนำเข้าให้กับสินค้าจากสหรัฐมากกว่า 90% ของจำนวนสินค้านำเข้าทั้งหมด โดยส่วนใหญ่จะได้อัตราภาษีที่ 0% ส่วนอีก 10% ที่เหลือไม่สามารถลดได้เนื่องจากจะกระทบผู้ผลิตในประเทศ

"เราไม่ได้ไปขอลดอัตราภาษีจาก 36% แต่เจรจาว่าจะมีความร่วมมืออย่างไรบ้าง ส่วนสินค้าที่เรานำเข้ามานั้นจะมีหน้าตาอย่างไร สหรัฐได้นำเรื่องนี้ไปพิจารณา และทำงานร่วมกับไทย" นายพิชัยกล่าว พร้อมยืนยันว่า "ทีมเจรจาสู้แล้ว สู้ต่อ สู้ไม่ถอย"

ผลกระทบรุนแรงกว่าตัวเลขส่งออก

ดร.พิพัฒน์ ชี้ว่า ความเสียหายจากมาตรการนี้จะมากกว่าตัวเลขส่งออกที่หายไป เนื่องจาก:

  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยาง จะได้รับผลกระทบหนัก
  • ภาคการผลิตที่มีปัญหาความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้วอาจถูกซ้ำเติม
  • แรงงานเสี่ยงถูกเลิกจ้างหรือย้ายสายการผลิตไปประเทศภาษีต่ำกว่า
  • เสน่ห์ในการดึงดูด FDI หายไป นักลงทุนอาจเปลี่ยนใจไปเวียดนามหรือมาเลเซีย
  • เงินลงทุนเทคโนโลยี EV-AI อาจไหลออกตั้งแต่ยังไม่เปิดสายการผลิต

ต่างชาติถอนทุน! เสี่ยงสูญเสียเม็ดเงินลงทุน

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน FETCO เตือนว่า อัตราภาษี 36% ที่สูงกว่ามาเลเซีย 11% และเวียดนาม 16% อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเปลี่ยนใจไปตั้งโรงงานที่อื่นแทน

"บริษัทที่แจ้งความจำนงลงทุนกับบีโอไออาจเปลี่ยนใจ ทำให้กระทบอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่ม New S-curve ที่คาดว่าจะหายไปทันที" ดร.กอบศักดิ์กล่าว

3 แนวทางรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

ดร.กอบศักดิ์เสนอ 3 แนวทางสำคัญที่ไทยต้องทำทันที:

  1. รักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง แม้เพียง 1% ก็ถือว่าดี
  2. รักษาความเชื่อมั่นนักลงทุนไม่ให้สั่นคลอน
  3. บริหารความขัดแย้งภายในประเทศให้อยู่ในกรอบ

"ต้องเปลี่ยนโหมดเป็นการบริหารวิกฤต เพราะเชื่อว่าทรัมป์จะมีมาตรการอื่นตามมาแน่นอน" ดร.กอบศักดิ์เน้นย้ำ

ส่งออกเสียหายหนัก! คาดสูญเงิน 9 แสนล้าน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. คาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อการส่งออกไทยอาจอยู่ที่ 8-9 แสนล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลักที่พึ่งพาตลาดสหรัฐ เช่น:

  • อาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร
  • ยานยนต์และชิ้นส่วน
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • สิ่งทอ อัญมณี เหล็ก และอะลูมิเนียม

ขณะที่นายอัทธ์ พิศาลวานิช คาดว่ามูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐอาจลดลงจาก 63,000 ล้านเหรียญในปี 2567 เหลือเพียง 40,000 ล้านเหรียญในปีนี้ หรือหายไปประมาณ 660,000 ล้านบาท

จีดีพีไทยเสี่ยงโตเพียง 1%

ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวเพียง 1% เท่านั้น จากเดิมที่คาดการณ์ไว้สูงกว่านี้ โดย:

  • กำลังการผลิตสินค้าอาจชะลอตัว
  • การลงทุนจากต่างชาติมีแนวโน้มลดลง
  • นักลงทุนในประเทศอาจขยายการลงทุนไปต่างประเทศแทน

แผนเยียวยาเร่งด่วนจากรัฐบาล

รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดย:

  • กระทรวงพาณิชย์สั่งการทูตพาณิชย์หาตลาดใหม่
  • เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลัง
  • อาจลดดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบัน 1.75%
  • พิจารณาเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เช่น ไวน์และรถยนต์

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า แผนเยียวยาจะเดินหน้าทันที โดยร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ไทยในภาวะ "โดนบังคับให้เลือก"

ดร.พิพัฒน์วิเคราะห์ว่า ไทยกำลังอยู่ในภาวะ Trade Off ระหว่าง:

  • ปกป้องภาคส่งออกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจ
  • เปิดตลาดให้สหรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่จ้างงานจำนวนมาก
  • ป้องกันสินค้าสวมสิทธิจากจีนที่อาจกระทบความสัมพันธ์ทวิภาคี
  • ปัญหาการเมืองภายในที่ขาดเอกภาพ

"การเจรจาแบบ Win-Win น่าจะเป็นไปได้ยาก ต้องหาทาง Give and Take และพิจารณาผลกระทบแต่ละทางเลือกอย่างรอบด้าน" ดร.พิพัฒน์กล่าว

ทางออกสำหรับไทยในวิกฤตนี้

ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางรับมือระยะสั้นและยาวสำหรับไทย:

  1. ตั้ง War Room รวมกระทรวงคลัง-พาณิชย์-เกษตรฯ และภาคเอกชน
  2. เร่งกระจายตลาดส่งออกด้วย RCEP, CPTPP, GCC
  3. เร่งทำ FTA กับ EU เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐ
  4. สื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจและเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วม
  5. จัดการปัญหา Transshipment แบบจริงจัง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิกฤตภาษีไทย-สหรัฐ

ไทยเสนออะไรในการเจรจารอบใหม่?

ไทยเสนอลดภาษีนำเข้าเป็น 0% สำหรับสินค้าจากสหรัฐกว่า 90% ของสินค้านำเข้าทั้งหมด โดยอีก 10% ที่เหลือไม่สามารถลดได้เนื่องจากจะกระทบผู้ผลิตในประเทศ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะรุนแรงแค่ไหน?

คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 อาจขยายตัวเพียง 1% ส่งออกเสียหาย 8-9 แสนล้านบาท และเสี่ยงสูญเสียการลงทุนจากต่างชาติเนื่องจากนักลงทุนอาจย้ายไปประเทศที่ภาษีถูกกว่า

สินค้าไทยกลุ่มใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด?

สินค้าส่งออกหลักไปสหรัฐที่เสี่ยงได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงสินค้าเกษตรบางชนิด

รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไร?

รัฐบาลเตรียมมาตรการหลายด้าน เช่น การหาตลาดใหม่ การลดดอกเบี้ยนโยบาย การเยียวยาเฉพาะกลุ่ม และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลัง

เส้นตายการเจรจาคือเมื่อไร?

สหรัฐกำหนดเส้นตายการเจรจาในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นี้ โดยไทยต้องยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมก่อนหน้านั้น

|Square

ดาวน์โหลดแอป BTCC เพื่อเริ่มต้นเส้นทางคริปโตของคุณ

สมัครเลยวันนี้ สแกน เพื่อเข้าร่วมชุมชนที่มีผู้ใช้ กว่า 100 ล้านคน