ซาอุฯ เดือด ไล่นักการทูตอิหร่านออกใน 24 ชม. หลังถูกโจมตีซ้ำ ตึงเครียดอ่าวเปอร์เซียพุ่ง
- ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง
- ภูมิหลังความขัดแย้ง
- ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
- ผลกระทบต่อตลาดพลังงาน
- คำถามที่พบบ่อย
ความตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง หลังซาอุฯ สั่งไล่นักการทูตอิหร่านออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง ตามรายงานข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ซาอุฯ ถูกโจมตีทางอากาศซ้ำๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดถึงขีดสุด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทางการซาอุฯ ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการให้คณะทูตอิหร่านออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของวันที่ 21 มีนาคม 2569 การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีรายงานการโจมตีทางอากาศต่อโรงงานปิโตรเลียมใน Ras Laffan ของกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของซาอุฯ
นักวิเคราะห์จาก BTCC ให้ความเห็นว่า "นี่เป็นความตึงเครียดครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 ที่ทั้งสองประเทศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกันชั่วคราว" โดยอ้างอิงข้อมูลจาก TradingView แสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 3% ในวันเดียวหลังเกิดเหตุการณ์
ภูมิหลังความขัดแย้ง
ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านตึงเครียดมาอย่างยาวนาน จากความขัดแย้งทางศาสนาและการแข่งขันเพื่อความเป็นใหญ่ในภูมิภาค ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ทั้งสองประเทศเคยตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกันหลังจากเกิดเหตุการณ์ประท้วงในสถานทูตซาอุฯ ที่เตหะราน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 มีรายงานการโจมตีทางอากาศต่อโรงงานปิโตรเลียมใน Ras Laffan ซึ่งทางการซาอุฯ อ้างว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงไปยังอิหร่าน เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที และสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพในช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
ความขัดแย้งครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่า "นี่คือเกมแห่งอำนาจที่ต้องจบลง" ขณะที่ทางการรัสเซียเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความยับยั้งชั่งใจ
จากข้อมูลของ CoinMarketCap แสดงให้เห็นว่าในวันที่เกิดเหตุการณ์ ราคาน้ำมันดิบ Brent Crude ปรับตัวสูงขึ้นถึง 3.5% ในวันเดียว สร้างความกังวลต่อตลาดพลังงานโลก และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวจากวิกฤต
ผลกระทบต่อตลาดพลังงาน
การปะทะกันระหว่างสองประเทศส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานทันที โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์จาก BTCC ให้ความเห็นว่า "หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง"
ทั้งนี้ ช่องแคบ Hormuz ซึ่งอิหร่านควบคุมอยู่ เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยมีปริมาณการขนส่งน้ำมันมากกว่า 20% ของความต้องการน้ำมันโลกผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน ความตึงเครียดในภูมิภาคจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของราคาพลังงานโลก
คำถามที่พบบ่อย
เหตุการณ์นี้เริ่มต้นเมื่อไร?
ความตึงเครียดครั้งนี้เริ่มเด่นชัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 หลังมีรายงานการโจมตีทางอากาศต่อโรงงานปิโตรเลียมใน Ras Laffan และทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม เมื่อซาอุฯ สั่งไล่นักการทูตอิหร่านออกจากประเทศ
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันเป็นอย่างไร?
จากข้อมูลของ TradingView ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นกว่า 3% ในวันเดียวหลังเกิดเหตุการณ์ และคาดว่าจะยังคงมีความผันผวนสูงในระยะสั้น
ประเทศอื่นๆ มีปฏิกิริยาอย่างไร?
สหรัฐอเมริกาและรัสเซียต่างแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี