Grayscale สร้างประวัติศาสตร์! จ่ายผลตอบแทนการ Stake Ethereum ครั้งแรกให้ผู้ลงทุน ETF ในสหรัฐฯ
ประตูแห่งรายได้พาสซีฟสำหรับนักลงทุนสถาบันถูกเปิดแล้ว — Grayscale ปลดล็อกกลไกการ Stake ให้กับกองทุน ETF ของสหรัฐฯ เป็นเจ้าแรก
ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม
การจ่ายผลตอบแทนจากการ Stake ของ Grayscale ไม่ใช่แค่การอัพเดทผลิตภัณฑ์ — มันคือการทลายกำแพงระหว่างโลกของ DeFi กับตลาดดั้งเดิม นักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กตอนนี้สามารถเข้าถึงกลไกสร้างรายได้ที่เคยสงวนไว้สำหรับผู้ที่ถือ Ethereum โดยตรงในกระเป๋าเงินดิจิทัล
ข้อได้เปรียบที่จับต้องได้
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เปลี่ยนตราสารทางการเงินจากสินทรัพย์ที่ 'นอนหลับ' ให้กลายเป็นเครื่องจักรสร้างผลตอบแทนอัตโนมัติ มันตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการลงทุนในคริปโตที่สร้างผลผลิต — แนวคิดที่ธนาคารกลางอาจมองข้ามไปเมื่อกำหนดนโยบายดอกเบี้ย
แรงกระเพื่อมในตลาด
ความสามารถในการสร้างรายได้จาก Ethereum ผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและคุ้นเคย จะดึงดูดเม็ดเงินสถาบันที่ยังลังเล ให้ความชอบธรรมใหม่แก่วงการคริปโตในสายตาผู้กำกับดูแล และอาจกดดันคู่แข่งรายอื่นให้ต้องปรับตัวตาม — ใครจะยอมเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า?
การจ่ายผลตอบแทนครั้งประวัติศาสตร์ของ Grayscale เป็นมากกว่าเช็คใบแรก — มันคือการยิงปืนนัดแรกในสงครามเพื่อดึงดูดสภาพคล่องสถาบัน โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: เสนอสิ่งที่ตลาดดั้งเดิมทำไม่ได้ นี่คือจุดเปลี่ยนที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการ 'ทำให้เป็นทางการ' ของรายได้จากสเตกกิ้งในระบบการเงินกระแสหลัก — แม้ว่าบางคนในวอลล์สตรีตอาจยังพยายามทำความเข้าใจว่า 'บล็อกเชน' ทำงานต่างจากกระดาษค้ำประกันอย่างไร
ราคา Ethereum (ที่มา : Google Finance)
กองทุน ETHE และ Grayscale Ethereum Mini Trust ของ Grayscale ถือเป็นกองทุน Spot Crypto ตัวแรกในสหรัฐฯ ที่สามารถสร้างรายได้เสริมจากการ Staking ได้สำเร็จ โดยระบบนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านการทำงานร่วมกับผู้ดูแลสินทรัพย์ระดับสถาบัน เพื่อนำเหรียญ Ethereum ในกองทุน ไปช่วยยืนยันธุรกรรมบนบล็อกเชน (Proof-of-Stake) ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับจะถูกแปลงจากเหรียญดิจิทัลเป็น เงินสดดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจ่ายคืนให้แก่นักลงทุนโดยตรง
วิธีนี้ช่วยให้นักลงทุนในตลาดหุ้นสามารถรับผลตอบแทนแบบ “ปันผล” จากเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ทันที โดยไม่ต้องวุ่นวายกับการโอนเหรียญหรือตั้งค่าระบบ Staking ด้วยตัวเอง
สาเหตุที่ Grayscale สามารถทำการ Staking และจ่ายเงินปันผลได้ก่อนใคร เป็นเพราะโครงสร้างทางกฎหมายที่แตกต่างกัน โดยกองทุน Ethereum ของ Grayscale ไม่ได้จดทะเบียนภายใต้กฎหมายกองทุนรวมทั่วไป (Investment Company Act of 1940) เหมือนกองทุน ETF ส่วนใหญ่
แต่ใช้โครงสร้างอื่นที่ยืดหยุ่นกว่า ทำให้สามารถนำเหรียญไปสร้างผลตอบแทนได้ แม้ต้องแลกมาด้วยกฎเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลและการคุ้มครองที่ต่างไปจากกองทุนทั่วไปบ้าง แต่ด้วยประสบการณ์ของ Grayscale ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 2013 และดูแลสินทรัพย์มหาศาลกว่า 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกล้าเข้ามาถือครอง เพื่อรับผลตอบแทนในรูปแบบใหม่นี้
แม้ปัจจุบัน Grayscale จะเป็นเจ้าเดียวที่เริ่มจ่ายปันผลจากการ Staking แต่ยักษ์ใหญ่รายอื่นในวอลล์สตรีทก็กำลังเร่งเครื่องตามมาติดๆ โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ Cboe ได้ยื่นขออนุญาตเพิ่มฟังก์ชัน Staking ให้กับกองทุนของ Fidelity ขณะที่ 21Shares ก็ยื่นคำร้องในลักษณะเดียวกันไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
ที่น่าจับตาที่สุดคือ BlackRock พี่ใหญ่ของวงการที่แอบไปจดทะเบียนกองทุน Ethereum แบบมี Staking ไว้ที่รัฐเดลาแวร์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แม้ปัจจุบันกองทุนหลักอย่าง iShares Ethereum Trust ของ BlackRock จะยังไม่มีระบบนี้ แต่การขยับตัวดังกล่าวชัดเจนว่า เหล่าสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กำลังปูทางเพื่อเปิดตัวในอนาคตอันใกล้ ทำให้สมรภูมิกองทุน Ethereum ETF กำลังจะเปลี่ยนจากแค่การ “แข่งกันลดค่าธรรมเนียม” มาเป็นการ “แข่งกันหาผลตอบแทน” ให้กับนักลงทุนแทน
ปี 2025 ถือเป็นปีทองที่กองทุน Spot Ethereum ETF ได้โชว์ศักยภาพแบบเต็มปีเป็นครั้งแรก โดยสามารถดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิได้สูงถึง 9.6 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหารพุ่งแตะ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน
โดยมีพี่ใหญ่อย่าง BlackRock (ETHA) ครองแชมป์อันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยกองทุนจาก Grayscale ทั้งสองกองที่รวมกันได้ราว 5.6 พันล้านดอลลาร์
ซึ่งการที่ Grayscale เริ่มขยับ มาจ่ายปันผลจากการ Staking ในช่วงต้นปี 2026 นี้เอง ที่จะกลายเป็น “บททดสอบสำคัญ” ให้กับทั้งนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลว่ากองทุนคริปโตที่สร้างรายได้เสริมได้แบบนี้ จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกการเงินในอนาคตหรือไม่
ที่มา : ecoinimist